ริเคนส์คิดว่าตนชักจะไม่เข้าใจความคิดของโรดี้เข้าทุกทีแล้ว
‘ถึงจะไม่รู้ว่าเธอไปรู้เรื่องพวกนั้นมาได้ยังไงก็เถอะ’
แต่ข้อสันนิษฐานของเธอก็ถูกต้องอยู่พอสมควร
ตลอดช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ มีการค้นพบศพของผู้คนที่ในอดีตเคยถูกบันทึกว่าสูญหายหรือหนีออกจากบ้านรวมทั้งหมด 3 ศพ
แม้พวกผู้ใต้บังคับบัญชาจะบอกว่าเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ แต่ริเคนส์กลับรู้สึกเคลือบแคลงสงสัยอยู่ไม่น้อย
ในที่สุด ในวันหยุดเวร ริเคนส์จึงมุ่งหน้าไปยังอาคารหอจดหมายเหตุที่บันทึกข้อมูลคดีความทั้งหมดเอาไว้
“ลำบากหน่อยนะ”
หลังจากกล่าวทักทายผู้ดูแลหอเก็บเอกสารอย่างไม่ถือตัว เขาก็เริ่มลงมือตรวจสอบอย่างจริงจัง
ขณะที่ไล่สายตาอ่านเอกสารอยู่นั้น เขาก็ชะงักไปตรงแฟ้มเอกสารหนาและเก่าแก่เล่มหนึ่ง
หัวข้อของรายงานฉบับนั้นระบุไว้ว่า
- คดีการเสียชีวิตของคู่สามีภรรยาผู้สืบทอดตำแหน่งดยุคมักเซตา
……มือที่ถือเอกสารอยู่พลันออกแรงบีบแน่นโดยไม่รู้ตัว
- ภาพรวม: คู่สามีภรรยาผู้สืบทอดตำแหน่งดยุคมักเซตาได้พายเรือออกไปยังทะเลสาบก่อนจะหายสาบสูญไป หลังการค้นหานานถึงครึ่งปีจึงได้กู้เรือที่อับปางพร้อมทั้งเก็บกู้ร่างชายหญิงที่สภาพเสียหายขึ้นมาได้สองศพ
ริเคนส์พยายามอย่างยิ่งที่จะควบคุมสติให้สุขุมเยือกเย็น
- ไม่พบร่องรอยต้องสงสัยเพิ่มเติมว่าเป็นการฆาตกรรม จากรูปการณ์จึงสันนิษฐานว่าเป็นอุบัติเหตุหรือการฆ่าตัวตายพร้อมกัน คดีจึงถูกปิดลง
“…….”
เอกสารที่บันทึกเรื่องราวการตายของท่านพ่อและท่านแม่
‘แม้นี่จะเป็นเนื้อหาที่เคยอ่านมาหลายครั้งแล้ว…… แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ไม่เคยชินชาเลยสักนิด’
เขารีบพลิกผ่านไปยังคดีถัดไปในทันที
ข้อมูลคดีที่ยังไขไม่ได้และคดีบุคคลสูญหายที่สะสมมาตลอด 15 ปีนั้นมีจำนวนมหาศาล
ริเคนส์ตรวจสอบอย่างละเอียดรอบคอบโดยไม่ยอมให้คลาดสายตาไปแม้แต่ตัวอักษรเดียว
“หืม……?”
ทันใดนั้น เขาก็สังเกตเห็นจุดผิดปกติจุดหนึ่งเข้า
‘รู้สึกตะขิดตะขวงใจแปลกๆ’
เขาเริ่มกวาดสายตาไล่อ่านเอกสารที่เพิ่งอ่านผ่านตาไปใหม่อีกครั้ง
‘ตรงนี้ก็ด้วย ตรงนั้นก็ใช่ แม้แต่ในคดีนี้ก็เหมือนกัน’
หลังจากอ่านเอกสารทั้งหมดที่รวบรวมไว้ตลอด 15 ปี เขาก็ค้นพบจุดร่วมอย่างหนึ่งในกลุ่มผู้สูญหายบางคน
ริเคนส์พึมพำออกมาอย่างเหม่อลอย
“หรือว่า……?”
หลังจากจัดการเก็บเอกสารให้เรียบร้อยก่อน เขาก็กดข่มจิตใจที่สับสนวุ่นวายเอาไว้แล้วก้าวเท้าตรงไปยังคฤหาสน์ดยุคมักเซตา
ในระหว่างนั้นเอง
“ท่านผู้สืบทอดตำแหน่งดยุคมักเซตา”
เขาบังเอิญพบกับสุภาพบุรุษวัยกลางคนคนหนึ่งตรงทางเข้าคฤหาสน์
ชายคนนั้นมีเรือนผมสีส้มอมแดงแซมผมขาวเล็กน้อย พร้อมด้วยดวงตาสีน้ำตาลเข้มอันอ่อนโยน
“ท่านเคานต์…… ไฮเซอร์ กอร์”
ไฮเซอร์ กอร์
เขาเป็นคนสนิทของพ่อแม่ริเคนส์ สำหรับริเคนส์ที่เห็นเขามาตั้งแต่เด็กจึงรู้สึกว่าเขาเป็นเหมือนคุณอา
ไฮเซอร์ผุดรอยยิ้มยินดีที่มุมปาก
“ไม่ได้พบกันนานเลยนะ ท่านผู้สืบทอดตำแหน่งดยุค สบายดีไหมครับ”
“ครับ ดีใจที่เห็นท่านเคานต์ยังดูสุขภาพแข็งแรงดีเช่นกันครับ มีธุระอะไรถึงมาที่คฤหาสน์หรือครับ……?”
“ผมมาเข้าพบท่านดยุคมักเซตาน่ะครับ”
ไฮเซอร์แย้มยิ้ม
“ช่วงนี้ดูเหมือนท่านจะทรงเหงาอยู่ไม่น้อย คงอยากได้เพื่อนคุยสักคนน่ะครับ”
ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย เพราะท่านปู่เอ็นดูไฮเซอร์ผู้สนิทสนมกับลูกชายที่ล่วงลับราวกับเป็นลูกแท้ๆ ของตนเอง
“อย่าปล่อยให้ท่านดยุคต้องเหงาเกินไปนักสิครับ ท่านผู้สืบทอดตำแหน่งดยุค”
“……ผมจะพยายามครับ”
ไฮเซอร์เอ่ยสำทับด้วยสีหน้าขี้เล่น
“หากมีเหลนให้ท่านอุ้มสักคน ท่านคงจะดีพระทัยมากทีเดียว”
“…….”
เมื่อเห็นสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของริเคนส์ ไฮเซอร์ก็หัวเราะร่าออกมา
“ฮะๆ…… ล้อเล่นครับ ล้อเล่น ผมขอตัวก่อนแล้วกันครับ”
ริเคนส์เปิดปากพูดขึ้นจากด้านหลังของไฮเซอร์ที่กำลังจะหันหลังเดินจากไป
“ท่านเคานต์ครับ ผมมีเรื่องอยากจะถามสักครู่ครับ”
ไฮเซอร์หันกลับมาด้วยสีหน้าฉงน
“มีเรื่องอะไรงั้นหรือครับ”
“ในวันที่พ่อแม่ของผมเสียชีวิต…… ท่านพอจะรู้สึกถึงจุดที่ผิดปกติบ้างไหมครับ”
“…….”
ไฮเซอร์ที่สีหน้าแข็งค้างไปครู่หนึ่งส่ายหน้าปฏิเสธ
“เมื่อ 15 ปีก่อน…… ตอนที่ให้การกับพนักงานสอบสวนผมก็บอกไปแล้ว แต่ไม่มีจุดไหนที่ติดใจเป็นพิเศษเลยครับ หากจะเว้นเรื่องที่โจเอนในตอนนั้นทะเลาะกับท่านวิลเลียมจนอยู่ในสภาพอารมณ์พลุ่งพล่านอย่างหนักละก็นะ”
โจเอน มักเซตา
พ่อแท้ๆ ผู้ล่วงลับของริเคนส์
“……เข้าใจแล้วครับ”
“จู่ๆ ทำไมถึงถามเรื่องคดีเมื่อ 15 ปีก่อนขึ้นมาหรือครับ”
“ก็แค่…… นึกขึ้นมาได้หลังจากไม่ได้คิดถึงมาเสียนานน่ะครับ”
ไฮเซอร์เอ่ยด้วยสีหน้าเวทนา
“ท่านผู้สืบทอดตำแหน่งดยุค ไม่สิ ริเคนส์ อย่างที่ผมเคยบอกไปก่อนหน้านี้ เรื่องนั้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดจากเรื่องน่าเศร้าประดังประเดเข้ามาพร้อมกัน หากเก็บมาใส่ใจมากเกินไปจะมีแต่ตัวเธอเองที่ต้องทรมานนะ”
“ขอบคุณสำหรับคำแนะนำครับ”
ริเคนส์ที่ส่งไฮเซอร์อย่างสุภาพหันหลังกลับมา
เงาทึมทึบพาดผ่านอยู่บนสีหน้าของเขา
มันเป็นช่วงบ่ายของวันฟ้าครึ้มที่มีฝนตกพรำๆ
แขกคนหนึ่งได้มาหาโรดี้ที่กำลังพักผ่อนอย่างสงบอยู่ภายในบ้านหลังจากไม่ได้ทำเช่นนี้มานาน
“……ท่านเซอร์?”
เธอที่พิงขอบประตูคลี่ยิ้มบางออกมา
“ไม่ได้กำลังโกรธฉันอยู่หรอกเหรอคะ”
ริเคนส์ที่หุบร่มตอบกลับมาอย่างทื่อๆ
“ฉันจำไม่ได้ว่าตัวเองไปโกรธเธอตั้งแต่เมื่อไหร่”
“คนโกหก”
โรดี้ยิ้มกริ่มอย่างมีจริตจะก้าน
“ก็โกรธอยู่ชัดๆ นี่คะ”
ริเคนส์ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ
“……มีแค่เธอคนเดียวเท่านั้นแหละ”
“คะ?”
“คนที่เรียกฉันว่าคนโกหกน่ะ”
“งั้นเหรอคะ”
“คนส่วนใหญ่เอาแต่บอกว่าฉันเป็นผู้สืบทอดที่ขยันขันแข็งและสมบูรณ์แบบจนแทบจะไร้ที่ติทั้งนั้น”
“ว้าว นั่นมันชมตัวเองชัดๆ เลยนี่นา―”
“แต่ที่เธอพูดมาก็ถูกแล้วล่ะ”
“……?”
ริเคนส์หัวเราะหึออกมา
“ฉันเป็นคนโกหกจริงๆ นั่นแหละ”
ระหว่างที่โรดี้เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจกับคำพูดที่คาดไม่ถึง เขาก็เดินผ่านข้างตัวเธอเข้าไปในบ้าน
โรดี้มองแผ่นหลังของเขาแล้วบ่นพึมพำ
“ฉันยังไม่ได้บอกให้เข้ามาสักหน่อย…….”
“ถึงอย่างไรเธอก็รู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอว่าฉันจะต้องมาหาน่ะ”
ครู่ต่อมา ริเคนส์ซึ่งนั่งลงในห้องรับแขกก็เอ่ยถามขึ้น
“เธอรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่”
“รู้อะไรเหรอคะ”
“มาถึงขั้นนี้แล้วไม่เห็นต้องมาแสร้งทำเป็นไขสือเลยนี่ พอได้ฟังคำพูดของเธอ ฉันก็ไปตรวจสอบคดีคนหายและคดีที่ยังไขไม่ได้ทั้งหมดตั้งแต่เมื่อ 15 ปีก่อนมาจนถึงปัจจุบันดูแล้ว”
เขาจ้องมองเธอเขม็ง
“แล้วฉันก็ค้นพบจุดร่วมหนึ่งอย่างของพวกเหยื่อเข้าจนได้”
โรดี้แกล้งทำสีหน้าสนใจแล้วถามกลับไป
“มันคืออะไรเหรอคะ”
“ผมสีบลอนด์”
เมื่อได้ยินคำสั้นๆ คำนั้น โรดี้ก็คลี่ยิ้มออกมา
‘สมกับเป็นริเคนส์’
หัวไวตามที่คิดไว้ไม่มีผิด
“ผมสีบลอนด์เหรอคะ”
ดูท่าเขาจะงับคำใบ้ที่เธอโยนให้ไปได้อย่างแม่นยำ
“ไม่เข้าใจเลยว่าจะแกล้งทำเป็นไม่รู้ไปทำไม”
ริเคนส์เอ่ยต่อพลางทำสีหน้าซับซ้อน
“ผลจากการตรวจสอบผู้เสียหายที่หายสาบสูญไปตลอด 15 ปี พบว่ามีคนผมสีบลอนด์มากเป็นพิเศษ”
“…….”
“ตลอดระยะเวลากว่าสิบปี แถมยังทิ้งช่วงห่างกันหลายเดือนกว่าจะมีคนหายตัวไปสักคน จนถึงตอนนี้ก็เลยดูเหมือนจะไม่มีใครสังเกตเห็นมาก่อน”
“ถ้าให้พูดง่ายๆ ก็คือ”
โรดี้เท้าคางพลางเอ่ยขึ้นมาเรียบๆ
“หมายความว่ามีฆาตกรที่เล็งเป้าเฉพาะคนผมสีบลอนด์สินะคะ”
“ใช่”
ริเคนส์พยักหน้า
“และในขณะเดียวกัน มันก็แปลว่ามีฆาตกรต่อเนื่องเดินลอยนวลอยู่ตามท้องถนนในเมืองหลวงมานานกว่าสิบปีแล้วด้วย”
เขาเอ่ยเสริมด้วยสีหน้าเคร่งเครียดสับสน
“คนร้ายทั้งเจ้าเล่ห์และระมัดระวังตัวเป็นอย่างมาก ขนาดที่ไม่มีใครสังเกตเห็นได้เลยตลอดช่วงเวลาอันยาวนานนั้น……”
ในแต่ละปี จำนวนคนหายสาบสูญภายในเมืองหลวงของจักรวรรดินั้นมีไม่น้อยเลย
ส่วนใหญ่มักเป็นการหนีออกจากบ้านหรือหลบหนี และบ่อยครั้งที่ถูกจัดเป็นคนสูญหายเพียงเพราะการดำเนินการย้ายเข้าเมืองอื่นล่าช้า
แน่นอนว่ากองรักษาการณ์และกองอัศวินไม่สามารถพลิกแผ่นดินทั้งจักรวรรดิเพื่อตามหาคนหายจำนวนมหาศาลเหล่านั้นได้
หากสืบสวนอยู่นานหลายเดือนแล้วยังไม่พบตัวผู้เสียหาย คดีส่วนใหญ่ก็มักจะถูกปิดลงในฐานะ ‘คดีที่ยังไขไม่ได้’
‘คนร้ายคงจ้องเล่นงานช่องโหว่นี้สินะ’
หากไม่ใช่ช่วงเวลาสั้นๆ แต่ทิ้งช่วงห่างหลายเดือนถึงจะมีคนผมสีบลอนด์หายไปสักคน ย่อมยากที่จะเชื่อมโยงหาจุดร่วมได้
“ฉันมันโง่เอง”
ริเคนส์ขึ้นเป็นหัวหน้ากองอัศวินหลวงเมื่อสองปีก่อน
นั่นหมายความว่าตลอดสองปีที่ผ่านมา เขาไม่ได้เอะใจเลยว่ามีฆาตกรต่อเนื่องลอยนวลอยู่ในเมืองหลวง
…ถึงแม้ในเมืองหลวงจะมีคดีเกิดขึ้นวันละหลายสิบคดี แต่ก็ไม่อาจใช้เรื่องนั้นมาเป็นข้ออ้างได้
“เธอสังเกตเห็นเรื่องนี้ได้ยังไง”
โรดี้ตอบบ่ายเบี่ยง
“ก็แหม ต่างจากคุณที่ต้องรับมือกับคดีมากมายทุกวัน สิ่งที่ฉันดูก็มีแค่พวกหนังสือนี่คะ ฉันแค่รู้สึกว่าในหนังสือพิมพ์มีใบประกาศตามหาคนหายที่เป็นคนผมบลอนด์ลงบ่อยผิดปกติก็เท่านั้นเอง”
ริเคนส์จ้องมองเธอเขม็ง
‘คำพูดนี้เป็นเรื่องจริงงั้นเหรอ’
ในอดีตเขาเคยคิดว่าโรดี้เป็นคนที่อ่านออกง่ายมาก
หญิงสาวประเภทที่เรียบง่าย ขี้อิจฉา และซื่อตรงต่อความโลภของตัวเอง
‘แต่ว่า’
พักนี้เธอกลับไม่ใช่คนที่เข้าใจได้ง่ายเลย
ดูเผินๆ เหมือนจะทำอะไรเรียบง่ายแต่กลับซับซ้อนและอ่านความคิดข้างในไม่ออกง่ายๆ
“ไม่มีความคิดเห็นอื่นจะพูดเพิ่มเติมแล้วเหรอ”
โรดี้ตอบกลับอย่างกระเง้ากระงอด
“ก็ไหนบอกให้คนธรรมดาถอยไปไงคะ”
แน่นอนว่าเธอที่พูดแบบนี้รู้อยู่แล้วว่าใครคือคนร้าย
กำลังโหลดความเห็น...