วิลเลียมเอ่ยออกมาคล้ายว้าวุ่นใจกับคำพูดของหลานชาย
“มีความเป็นไปได้ว่าทั้งสองคนถูกฆาตกรรมงั้นเรอะ… ไม่อยากจะเชื่อเลยจริง ๆ”
ริเคนส์พยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ผมทราบดีครับว่าเป็นเรื่องที่ตัดสินใจได้ยาก”
“ข้ออ้างที่ว่าสองคนนั้นถูกฆาตกรรมเป็นความคิดของแกงั้นรึ”
“ไม่ใช่ครับ ผมไม่ได้เป็นคนเสนอความเห็นนี้ขึ้นมาเป็นคนแรก”
“แล้วใครเป็นคนเริ่มล่ะ”
“คุณโรดี้ครับ”
วิลเลียมย้อนถามด้วยความประหลาดใจ
“คุณโรดี้งั้นรึ”
“เคยเป็นบุตรสาวคนรองของตระกูลดยุคเอวองต์ครับ”
ตอนนั้นเองวิลเลียมจึงนึกถึงข่าวลือเมื่อไม่นานมานี้ขึ้นได้
‘ได้ยินว่าบุตรสาวคนรองของตระกูลเอวองต์ถูกขับไล่ออกมานี่นะ’
มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากยิ่งในสังคมชนชั้นสูง เขาจึงยังจำได้แม่น
“แกมีความเกี่ยวข้องอะไรกับนางรึ”
ริเคนส์ส่ายหน้าเบา ๆ
“ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใด ๆ ครับ เพียงแต่ผมคิดว่าข้อสันนิษฐานของเธอมีเหตุผลรองรับก็เท่านั้น”
วิลเลียมจ้องมองหลานชายนิ่ง ริเคนส์ยังคงมีสีหน้าราบเรียบจนไม่อาจล่วงรู้ความคิดเหมือนเช่นเคย
‘เปลี่ยนไปเป็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ’
นับตั้งแต่ลูกชายและลูกสะใภ้เสียชีวิต วิลเลียมก็ถูกความกดดันที่ต้องเลี้ยงดูหลานชายให้เติบใหญ่ขึ้นมาอย่างยอดเยี่ยมคอยตามหลอกหลอนมาโดยตลอด
เขาจึงฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ตนเองอาจบังคับกะเกณฑ์อะไรมากมายเกินไปกับหลานชายตัวน้อยที่เพิ่งสูญเสียพ่อแม่
ในอดีต วิลเลียมคอยสะกดกลั้นจิตใจที่อ่อนแอของตน และปฏิบัติต่อหลานชายอย่างเข้มงวดเสมอมา
[อย่าแสดงอารมณ์ออกมาเด็ดขาด]
[ต้องจัดการทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ ห้ามกลายเป็นผู้สืบทอดที่น่าอับอายของตระกูลมักเซตาเป็นอันขาด]
เมื่อพร่ำสอนคำพูดเหล่านั้นซ้ำไปซ้ำมา หลานชายที่เคยอ่อนไหวและเจ้าน้ำตาก็ไม่เคยร้องไห้อีกเลยนับแต่นั้น
เพียงแต่เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ทำหน้าที่ของตนอย่างเงียบงันราวกับรูปปั้น โดยไม่เคยแสดงความรู้สึกไม่ชอบใจออกมาเลยสักนิด
แม้คนอื่นจะพากันเอ่ยปากชมไม่ขาดสายว่าอิจฉาที่มีหลานชายแสนสมบูรณ์แบบ แต่วิลเลียมกลับรู้สึกกังวลเกี่ยวกับหลานชายคนนี้
เขาเฝ้าถามตัวเองอยู่บ่อยครั้ง
‘ฉันเลี้ยงดูริเคนส์มาอย่างดีพอโดยไม่ต้องละอายต่อลูกชายที่ตายไปแล้วจริงหรือ’
วิลเลียมที่จมอยู่ในความคิดค่อยๆ เอ่ยปากขึ้น
“แล้วแกคิดเห็นอย่างไรล่ะ”
“ครับ?”
“ฉันอยากรู้ความเห็นของแกเกี่ยวกับการชันสูตรศพพ่อแม่ของแกใหม่อีกครั้ง”
เมื่อเจอคำถามที่ไม่คาดคิดจากผู้เป็นปู่ เขาก็ตกอยู่ในภวังค์ความคิด
“ผม…….”
ริเคนส์หวนนึกถึงภาพของพ่อแม่ขึ้นมาหลังจากไม่ได้นึกถึงมานาน
ท่านแม่ผู้แสนอ่อนโยน กับท่านพ่อที่มักจะพูดคุยเรื่องศิลปะอย่างเพลิดเพลินเสมอ
การที่ริเคนส์ในวัยเด็กเริ่มให้ความสนใจในงานหัตถศิลป์ก็เป็นเพราะท่านพ่อนี่เอง
‘แต่ก็เพราะเรื่องแบบนั้น ท่านพ่อถึงได้มีปากเสียงกับท่านปู่ตลอด’
ท่านปู่ที่ต้องการให้ลูกชายเป็นผู้สืบทอดที่สมบูรณ์แบบไม่พอใจอย่างยิ่งที่ท่านพ่อหลงใหลในศิลปะ
‘วันที่ท่านพ่อจากไปก็เหมือนกัน’
คำพูดที่ท่านปู่ตะโกนใส่ท่านพ่อในวันนั้นยังคงแจ่มชัดในความทรงจำ
[ถ้าแกยังเอาแต่สนใจของพรรค์นี้อยู่ล่ะก็ ฉันจะไม่ยอมยกตำแหน่งดยุคให้แกเด็ดขาด! โจเอน เนีย รู้ไว้ซะด้วยว่าฉันจะไล่พวกแกออกไปทั้งคู่!]
รวมถึงสีหน้าของท่านพ่อเมื่อได้ยินเสียงตวาดนั้นด้วย
[ท่านพ่อพูดแบบนั้นออกมาได้ยังไงครับ! สำหรับท่านพ่อมันอาจจะไร้ค่า แต่สำหรับใครบางคนมันอาจเป็นอัญมณีที่เปล่งประกายงดงามก็ได้! คนที่ในหัวมีแต่เรื่องตระกูลกับอำนาจอย่างท่านพ่อ คงไม่มีวันเข้าใจไปตลอดชีวิตหรอกครับ!]
ท่านพ่อที่กำลังโกรธจัดเดินออกไปข้างนอก และท่านแม่ที่มีสีหน้าเศร้าสร้อยก็เดินตามสามีไปด้วยความกังวล
สิ่งที่ริเคนส์ในวัยเยาว์ทำได้ในตอนนั้น มีเพียงแค่สะอึกสะอื้นอยู่ในอ้อมกอดของแม่นมเท่านั้น
ริเคนส์มักจะนึกเสียใจกับวันนั้นจนแทบบ้าอยู่เสมอ
‘ถ้าหาก ตอนนั้นฉันตามพ่อกับแม่ออกไปด้วยละก็……’
พ่อกับแม่อาจจะเลือกเส้นทางอื่นไปแล้วก็ได้ไม่ใช่หรือ
เขาจมปลักอยู่กับความคิดเช่นนั้นนับร้อยนับพันครั้ง
‘แต่ว่า’
โรดี้กลับมอบความเป็นไปได้ใหม่ให้แก่เขา
การตายของพ่อแม่ไม่ใช่การฆ่าตัวตายหรืออุบัติเหตุ
หากแต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากความประสงค์ร้ายของใครบางคน
……เขาไม่อาจเมินเฉยต่อความเป็นไปได้นั้นได้เลยเด็ดขาด
แม้จะต้องทำเรื่องลบหลู่ด้วยการขุดหลุมศพของพ่อกับแม่ขึ้นมาอีกครั้งก็ตาม
“ผมคิดว่าต้องตรวจสอบให้แน่ชัดครับ”
วิลเลียมจ้องมองหลานชายนิ่ง
“แม้ว่ามันจะเป็นการสะกิดแผลเก่าของพวกเราขึ้นมาใหม่อย่างนั้นเรอะ หากข้อสันนิษฐานนั่นผิดพลาด พวกเราก็ต้องกลับมาเผชิญหน้ากับข้อสรุปอันเจ็บปวดอีกครั้งนะ”
“เป็นจริงอย่างที่ท่านกล่าวครับ แต่ว่า”
ริเคนส์เอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ต่อให้ต้องสะกิดแผลเก่าขึ้นมาอีกครั้ง ผมก็อยากจะเผชิญหน้ากับความจริงอย่างตรงไปตรงมาครับ”
“……!”
วิลเลียมมีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย
‘นานมากแล้วจริงๆ ที่ริเคนส์ไม่ได้แสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมาแบบนี้’
เขามองหลานชายด้วยสายตาที่จมลึกสู่ห้วงความคิด
เรื่องที่ทะเลาะกับลูกชายก็เป็นอดีตที่เขาเองก็นึกเสียใจนับร้อยนับพันครั้งเช่นกัน
ถ้าหาก ตอนนั้นตนไม่ได้พูดจารุนแรงแบบนั้นออกไปละก็……
‘สองสามีภรรยาคงไม่ต้องมาตายใช่ไหม’
ตลอดเวลาสิบห้าปีที่ผ่านมา เขาใช้ชีวิตโดยถูกความเสียใจนั้นกลืนกินเรื่อยมา
“…….”
วิลเลียมหลับตาลง
บนโลกใบนี้มีสิ่งที่จำเป็นต้องตรวจสอบให้แน่ชัดอยู่ แม้ว่าจะต้องควักสะกิดบาดแผลเก่าขึ้นมาก็ตามที
“เข้าใจแล้ว”
เขาเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง
“ฉันอนุญาตให้ชันสูตรศพของโจเอนกับเนียได้”
ช่วงสายของวันรุ่งขึ้น
สุสานของตระกูลมักเซตาที่เคยเงียบสงบอยู่เสมอกลับวุ่นวายด้วยผู้คนจำนวนมาก
ทั้งคนงานขุดหลุมศพ แพทย์และจอมเวทสำหรับการชันสูตรศพ สัปเหร่อ รวมถึงเหล่าอัศวินจากกองอัศวินหลวง
ตลอดจนโรดี้และริเคนส์
เหล่าอัศวินต่างพากันกระซิบกระซาบขณะเฝ้ามองคนงานที่กำลังขุดดินในสุสาน
“คำพูดของผู้หญิงคนนั้นจะเป็นเรื่องจริงงั้นเหรอ”
“ฉันเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน”
หนึ่งในผู้ติดตามของซิโมเน่เอ่ยปฏิเสธขึ้นมาทันควัน
“การคาดเดาของนางร้ายโง่เง่าพรรค์นั้นจะมีทางถูกต้องได้ยังไงกัน”
เขายกมุมปากขึ้นพลางเอ่ยประชดประชัน
“ไม่ต้องดูก็รู้ พวกเราแค่คอยดูภาพนังนั่นคุกเข่าอ้อนวอนก็พอแล้ว”
ซิโมเน่ที่ยืนฟังอยู่พลันแสดงสีหน้ากังวลออกมา
“แต่มันจะไม่เกินไปหน่อยหรือคะ”
เธอทอดเสียงแผ่วลงด้วยความกังวลใจ
“การให้คุกเข่าขอโทษต่อหน้าทุกคนแบบนั้น…….”
เหล่าผู้ติดตามที่อยู่รอบข้างต่างพากันส่ายหน้า
“ท่านเซอร์เกรเทียใจดีเกินไปแล้วครับ”
“จริงด้วยครับ ท่านเซอร์ถูกนางร้ายคนนั้นรังแกมาตั้งเท่าไหร่แล้ว”
ในตอนนั้นเอง คนงานที่กำลังขุดดินก็ตะโกนขึ้นมา
“พบโลงศพแล้วครับ!”
“ระมัดระวังให้มากที่สุดแล้วยกขึ้นมา!”
ผู้คนต่างเข้าไปช่วยกันประคองโลงศพขึ้นมาอย่างระมัดระวัง
ตึง!
ในที่สุดโลงศพก็ถูกยกขึ้นมาสู่พื้นดิน
สัปเหร่อที่ปัดเศษดินออกอย่างระมัดระวังจึงตะโกนขึ้นมา
“จะเปิดโลงแล้วนะครับ!”
“เปิดโลงได้!”
ผู้คนช่วยกันออกแรงเปิดฝาโลงออก
“…….”
วิลเลียมมองดูโครงกระดูกสีขาวของผู้เป็นลูกชายที่ค่อยๆ ปรากฏสู่สายตาด้วยสีหน้าอันซับซ้อน
“จากนี้ผมจะขอรับหน้าที่ต่อเองครับ”
แพทย์ที่สวมถุงมือค่อยๆ ประคองเถ้ากระดูกของผู้สืบทอดตำแหน่งดยุคโจเอนออกมา แล้ววางเรียงลงบนผืนผ้าที่ปูไว้บนพื้นทีละชิ้น
หลังจากตรวจสอบกระดูกอยู่นาน แพทย์ก็ส่ายหน้าคล้ายกับไม่พบความผิดปกติใดเป็นพิเศษ
ในตอนนั้นเอง จอมเวทคนหนึ่งที่มีท่าทางประหม่าอย่างเห็นได้ชัดก็ก้าวเข้ามาหาวิลเลียม
“ท่านดยุคครับ จะให้ดำเนินการตามที่ได้เรียนไว้คราวก่อนเลยไหมครับ”
เขาชื่อไซโล
จอมเวทหน้าใหม่แห่งหอคอยเวทมนตร์ผู้คิดค้น ‘เวทมนตร์ตรวจสอบการใช้ยาพิษ’ ขึ้นมาใหม่เมื่อหนึ่งเดือนก่อน
แม้เขาจะไม่ได้อยู่ในกลุ่มคนที่มีฝีมือเอกอุ ทว่าก็เป็นกำลังคนที่ถูกดึงตัวมาตามคำยืนกรานอย่างหนักแน่นของโรดี้ที่ว่าจำเป็นต้องยืนยันเรื่องการถูกวางยาพิษ
วิลเลียมพยักหน้า
“อืม เริ่มได้เลย”
“ขะ เข้าใจแล้วครับ”
ไซโลเหงื่อกาฬไหลพรากขณะเริ่มวาดวงเวทล้อมรอบโครงกระดูกของโจเอน
‘ขอให้ทุกอย่างราบรื่นด้วยเถอะ……’
คำขอจ้างวานครั้งนี้มีความสำคัญต่อไซโลอย่างยิ่งเช่นกัน
เพราะนอกจากจะเป็นคำขอจากตระกูลดยุคแล้ว นี่คือเวทีแรกที่จะได้พิสูจน์ประโยชน์ของเวทมนตร์ที่ตนเองเพิ่งคิดค้นขึ้นมา
‘ถ้าพิสูจน์ประโยชน์ของเวทมนตร์นี้ได้ที่นี่ การได้รับการสนับสนุนจากเหล่าขุนนางชั้นสูงก็ไม่ใช่แค่ฝันอีกต่อไป’
การวิจัยเวทมนตร์ต้องใช้เงินมหาศาล
แม้ทางหอคอยเวทมนตร์จะมีงบวิจัยให้ในระดับหนึ่ง แต่มันก็ยังขาดแคลนมากเกินกว่าจะนำไปใช้วิจัยเวทมนตร์ขั้นสูงได้
ไซโลตรวจทานสูตรเวทมนตร์อย่างละเอียดถี่ถ้วนอีกครั้งพลางคิดในใจ
‘ขอร้องล่ะ ขอให้ผลลัพธ์ออกมาดีด้วยเถอะ’
สิ้นคำวิงวอนอันแรงกล้า เขาก็ถ่ายเทพลังเวทลงไปในวงเวททันที
หวึ่ง―
วงเวทที่ลอยขึ้นสู่กลางอากาศหมุนวนอย่างรวดเร็วพลางเริ่มวิเคราะห์อัฐิของโจเอน
“…….”
ผู้คนที่อยู่ในสุสานต่างเฝ้ามองดูวงเวทด้วยความตึงเครียด
วินาทีนั้นเอง
“สีดำงั้นเหรอ?”
วงเวทที่ลอยอยู่กลางอากาศพลันหยุดนิ่งลงพร้อมกับแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท
ผู้คนเริ่มส่งเสียงพึมพำอื้ออึง
“นั่นหมายความว่ายังไงกันน่ะ?”
“หมายความว่าไม่มีปัญหาอะไรอย่างนั้นเหรอ?”
ไซโลมองไปยังวิลเลียมด้วยแววตาสั่นไหว
“ผะ ผลลัพธ์ออกมาแล้วครับ”
วิลเลียมเอ่ยถามกลับด้วยน้ำเสียงสุขุม
“เป็นอย่างไรบ้าง?”
“ทะ ท่านผู้สืบทอดตำแหน่งดยุคโจเอน…….”
ไซลอกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก ก่อนจะตอบกลับไปอย่างสงบนิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ในตอนที่เสียชีวิต อยู่ในสภาวะถูกพิษครับ”
“……!”
ทุกคนต่างหันไปมองวิลเลียมและริเคนส์เป็นตาเดียว
วินาทีที่ได้ยินคำพูดของนักเวท ความคิดนับไม่ถ้วนก็แล่นผ่านเข้ามาในหัว
“…….”
ริเคนส์รู้สึกเวียนหัวจนต้องก้าวหลบออกมาจากกลุ่มคน
ลูกน้องสองสามคนตั้งท่าจะตามไป ทว่าต้องชะงักฝีเท้าลงเมื่อสัมผัสได้ถึงไอสังหารอันน่าสะพรึงกลัวของเขา
เมื่อเดินมาถึงมุมสวนอันไร้ผู้คน ริเคนส์ก็เอามือยันต้นไม้ไว้พลางค้อมตัวลง
“ฮ่า…….”
เขาจ้องมองฝ่ามืออันหยาบกร้านของตนเองที่สั่นระริกโดยไม่อาจควบคุมได้นิ่งงัน
‘ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลย’
ความรู้สึกช่างประหลาดเหลือเกิน
รู้สึกเหมือนความร้อนแล่นพล่านขึ้นมาจนถึงศีรษะ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกราวกับถูกน้ำเย็นจัดสาดรดไปทั่วตัว
“เป็นอะไรหรือเปล่าคะ”
น้ำเสียงราบเรียบดังขึ้นมาจากด้านหลัง
ริเคนส์หันหลังกลับไปมอง
“ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่”
โรดี้ไหวไหล่
“เห็นท่าทางดูไม่ค่อยดีน่ะค่ะ”
ช่างเป็นผู้หญิงที่แปลกพิลึก
เวลาที่เขาแผ่ไอสังหารดุดันออกมา แม้แต่ท่านปู่ยังไม่คิดจะเฉียดกรายเข้ามาใกล้ด้วยซ้ำ
‘ไม่กลัวบ้างเลยหรือไง’
เพราะอารมณ์ดิ่งลงถึงขีดสุด เขาจึงเผลอตอบกลับไปด้วยท่าทีห้วนกระด้างโดยไม่รู้ตัว
“……ปล่อยฉันไว้คนเดียวเถอะ”
ความสงสารระคนเห็นใจวูบผ่านแววตาของโรดี้จางๆ ทว่าริเคนส์มองไม่เห็นมัน
“ฉันยืนยันได้เลยนะคะ”
เธอขยับก้าวเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น
“ว่าการอยู่คนเดียวไม่ได้ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นหรอกค่ะ”
“เธอรู้อะไรเกี่ยวกับฉันกันแน่”
“ก็คงรู้เยอะกว่าที่ท่านเซอร์คิดแล้วกันค่ะ”
ริเคนส์แค่นหัวเราะ
“พูดเหมือนรู้ดี ทั้งที่เธอก็ไม่ได้สนใจอะไรฉันขนาดนั้นแท้ๆ”
“ก็ไม่เชิงหรอกนะคะ……”
โรดี้เว้นวรรคคำพูดพลางคิดในใจ
‘ทั้งยูบาร์ ทั้งหมอนี่ ทำไมทุกคนถึงคิดว่าฉันไม่ได้สนใจกันนักนะ’
เห็นแบบนี้แต่ฉันก็เอ็นดูพวกพระเอกของเกมยูโทเปียอย่างเท่าเทียมกันทุกคนนะยะ
“ถ้าฉันไม่สนใจจริงๆ คงไม่ตามมาแบบนี้หรอกค่ะ”
“คิดจะปลอบใจกันงั้นหรือ”
“ก็ทำนองนั้นแหละค่ะ”
โรดี้จมเข้าสู่ห้วงความคิด
ความจริงแล้วที่เธอเป็นห่วงริเคนส์ในตอนนี้มาจากใจจริง
‘ทำยังไงอารมณ์ของเขาถึงจะดีขึ้นบ้างนะ’
ไม่นานนักเมื่อนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เธอก็ดึงท่อนแขนของริเคนส์
“ตามมานี่สิคะ”
ริเคนส์ลังเลอยู่ชั่วครู่ว่าจะสะบัดเรี่ยวแรงอันแผ่วเบาที่กำลังนำทางตนอยู่นี้ทิ้งไปดีหรือไม่
โรดี้คลี่ยิ้มออกมาคล้ายล่วงรู้ความคิดนั้น
“ฉันรู้วิธีที่จะทำให้คุณอารมณ์ดีขึ้นนะคะ”
กำลังโหลดความเห็น...