เธอเดินก้าวยาวไปข้างหน้าในสวนของคฤหาสน์อย่างคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง
ราวกับรู้เส้นทางของที่นี่เป็นอย่างดี
‘การมาเยือนตระกูลมักเซตานี่น่าจะเป็นแค่ครั้งที่สองแท้ๆ’
ยิ่งไปกว่านั้น ครั้งแรกก็เป็นตอนที่โรดี้ยังเด็กมากจนไม่น่าจะจำความได้ด้วยซ้ำ
หลังจากเดินผ่านสระน้ำอันคุ้นตาภายในสวน โรดี้ก็ก้าวเข้าสู่เส้นทางลับตาคนระหว่างพุ่มไม้
ริเคนส์เบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย
‘ที่นี่มัน……’
ที่แห่งนี้คือสถานที่ที่เขาไม่เคยย่างกรายเข้ามาอีกเลยนับตั้งแต่ท่านพ่อเสียชีวิตไป
“เธอ……”
ริเคนส์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าเล็กน้อย
“จำที่นี่ได้งั้นเหรอ”
‘หือ’
ชั่วพริบตานั้น โรดี้ก็พลันตื่นตระหนก
พูดเรื่องอะไรกันเนี่ย
“อา อื้ม แน่นอนสิคะ”
ขณะที่ตอบส่งเดชไป เธอก็ตระหนักถึงความจริงข้อหนึ่งได้ในทันที
‘มัวแต่คิดหาวิธีทำให้อารมณ์ของริเคนส์ดีขึ้นจนลืมนึกหาข้ออ้างว่าทำไมฉันถึงรู้จักที่นี่เลย!’
เป็นความผิดพลาดอันโง่เง่าจนน่าตกใจ ทว่าริเคนส์กลับปะติดปะต่อทำความเข้าใจไปเองเรียบร้อยแล้ว
“งั้นเหรอ จำได้สินะ……”
สถานที่ที่โรดี้พาเขามาก็คือโกดังที่ในอดีตโจเอนเคยแอบวิลเลียมมาสร้างสรรค์งานหัตถศิลป์
ในตอนนั้นโจเอนมักจะพาริเคนส์ในวัยเยาว์มาที่นี่อยู่บ่อยครั้ง
ริเคนส์ที่ยืนอยู่หน้าโกดังสูดหายใจเข้าสั้นๆ ราวกับตัดสินใจบางอย่างได้ ก่อนจะหมุนลูกบิดประตู
เอี๊ยด―
ภายในนั้นยังคงเหมือนเดิมกับที่เขาจำได้ไม่มีผิดเพี้ยน
มีดแกะสลักถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย และใต้โต๊ะทำงานก็มีกล่องไม้วางอยู่หนึ่งใบ
โรดี้ที่เดินตามเข้ามาก็มองเห็นภาพภายในเช่นกัน
ในตอนนั้นเอง ศีรษะของเธอก็ปวดแปลบขึ้นมา
‘เอ๊ะ?’
ภาพเหตุการณ์มากมายพลันแล่นผ่านเข้ามาในหัวอย่างสับสนปนเป
[ไอ้คนขี้ขลาด!]
เด็กหนุ่มรูปงามผมสีแดงกำลังกอดตุ๊กตาไม้สะอึกสะอื้นอยู่ ส่วนตัวเธอก็กำลังโมโหใส่เด็กหนุ่มคนนั้น
[เรื่องแค่นี้ก็ต้องรู้จักจัดการด้วยตัวเองสิ!]
ในตอนนั้นเองถึงได้ตระหนักได้
นี่คือความทรงจำที่ ‘โรดี้ตัวจริง’ หลงลืมไปตลอดเวลาที่ผ่านมา
‘เคยเจอกับริเคนส์ตั้งแต่ตอนเด็กๆ แล้วสินะ’
พอมองไปรอบๆ อีกครั้ง ที่นี่ก็คือสถานที่ที่เคยอยู่ร่วมกับริเคนส์ในวัยเด็กเช่นกัน
โรดี้รู้สึกโล่งใจขึ้นมาเปลาะหนึ่ง
‘มีข้ออ้างเรื่องที่ว่าทำไมถึงรู้จักสถานที่แห่งนี้แล้ว’
“……พาฉันมาที่นี่ทำไมกัน?”
“เป็นสถานที่ที่คุณชอบไม่ใช่เหรอคะ”
“……!”
ริเคนส์เบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยพลางรู้สึกสับสนไปชั่วขณะ
ทว่าด้วยความเคยชินที่มีมาอย่างยาวนาน เขาจึงเก็บสีหน้าได้อย่างรวดเร็วแล้วพึมพำราวกับแก้ตัว
“……มันเป็นเรื่องสมัยเด็กน่ะ”
ท่าทีของริเคนส์ที่พูดเช่นนั้นดูอ่อนลงกว่าเมื่อครู่เล็กน้อย
“ที่นี่เองก็ไม่ได้มานานแล้วเหมือนกัน”
ริเคนส์เอ่ยต่อด้วยแววตาครุ่นคิด
“ในห้องเก็บของนี้ ท่านพ่อมักจะแอบท่านปู่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะอยู่บ่อยๆ ส่วนฉันก็คอยเฝ้าดูอยู่ข้างๆ”
“ท่านเซอร์ก็เลยเริ่มสนใจงานฝีมือสินะคะ”
“ใช่แล้ว”
ริเคนส์ยื่นมือไปหากล่องที่อยู่ใต้โต๊ะทำงาน
“นี่ก็จำได้ไหม”
สิ่งที่เขาหยิบออกมาคือตุ๊กตาไม้แกะสลักตัวเล็ก
“ตุ๊กตาไม้แกะสลักที่ฉันช่วยเก็บให้ตอนเด็กๆ ใช่ไหมคะ”
“และเป็นของชิ้นแรกที่ฉันทำขึ้นมาด้วย ถึงแม้จะเก็บกวาดทิ้งไปหมดในวันที่ท่านพ่อกับท่านแม่เสียก็เถอะ”
ริเคนส์พึมพำออกมาราวกับพ่นทิ้งด้วยสีหน้าขมขื่น
“……ฉันคิดมาตลอดว่าต้องเป็นผู้สืบทอดที่สมบูรณ์แบบ”
โรดี้จ้องมองเขา
“ตอนนี้ก็เป็นแบบนั้นแล้วนี่คะ”
“ไม่หรอก”
ริเคนส์กำตุ๊กตาไม้แกะสลักไว้แน่น
“ฉันน่ะ ไม่ได้สมบูรณ์แบบเลย”
น่าแปลกจริง
ในนิยายต้นฉบับไม่เคยมีการบรรยายถึงสภาพจิตใจเช่นนี้ของริเคนส์เลยสักนิด
“ที่เธอพูดน่ะถูกแล้ว”
“คำพูดไหนคะ”
ริเคนส์เงยหน้าขึ้นพร้อมกับแสดงสีหน้าคล้ายกำลังทอดมองไปยังที่อันแสนไกล
“ฉันเป็น ‘คนโกหก’ และ ‘คนขี้ขลาด’ อย่างที่ว่าจริงๆ”
[ติ๊ง!]
เสียงแจ้งเตือนดังขึ้นข้างหู
[บรรลุเงื่อนไขที่กำหนด ปลดล็อกจุดอ่อนที่ซ่อนอยู่!]
‘นี่มันเสียงอะไรกัน’
โรดี้เบิกตากว้างพลางเปิดหน้าต่างระบบของริเคนส์ขึ้นมา
[ชื่อ: ริเคนส์ มักเซตา
อายุ: 25 ปี
จุดอ่อน: ชอบสร้างสรรค์งานประดิษฐ์ หวาดกลัวการสืบทอดบรรดาศักดิ์ดยุคมักเซตา]
ตัวอักษรปรากฏขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจทราบตรงส่วนที่เคยถูกบดบังด้วยเครื่องหมาย ‘??’ อย่างแน่นอน
‘ยิ่งไปกว่านั้น…… อะไรนะ!?’
คนอย่างริเคนส์เนี่ยนะจะหวาดกลัวการสืบทอดบรรดาศักดิ์ดยุค นี่มันเรื่องเหลวไหลสิ้นดีไม่ใช่หรือไง
โรดี้ละทิ้งความสงสัยเกี่ยวกับเสียงแจ้งเตือนที่ดังก้องข้างหูแล้วเอ่ยปากถาม
“นั่น…… หมายความว่าอย่างไรคะ”
“ก็อย่างที่พูดนั่นแหละ”
ริเคนส์ยิ้มขื่น
“ความจริงแล้วฉันไม่ได้สมบูรณ์แบบหรือยอดเยี่ยมอะไรขนาดนั้น สิ่งที่คนอื่นกลัวฉันก็กลัวเหมือนกัน และหากเป็นสถานการณ์ที่น่าหวาดหวั่นก็อยากจะผัดผ่อนออกไปให้นานที่สุด”
ยิ่งได้ยินคำพูดของเขา เธอก็ยิ่งรู้สึกว่า ‘คงไม่ใช่หรอกนะ’
“ริเคนส์ หรือว่าคุณ……”
ข้อความบนหน้าต่างระบบเป็นความจริงแน่หรือ
‘ลองยืนยันดูแล้วกัน’
“―หวาดกลัวการสืบทอดบรรดาศักดิ์ดยุคหรือคะ”
“……!”
ริเคนส์ที่แสดงสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อยพลันหลุดหัวเราะหึออกมา
แทนที่จะโกรธ ใบหน้านั้นกลับดูโล่งใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
“ทั้งที่คิดว่าหลอกทุกคนได้แนบเนียนแล้วแท้ๆ ……”
เขามองสบตาโรดี้นิ่ง
“สังเกตเห็นได้ยังไงกัน”
“…….”
ดูเหมือนไม่ได้ตั้งคำถามเพราะต้องการคำตอบ เขาจึงเอ่ยต่อ
“ฉันก็แค่สวมหน้ากากอันน่าดูชมที่เรียกว่า ‘ผู้สืบทอดที่สมบูรณ์แบบ’ เอาไว้มาโดยตลอดเท่านั้นเอง”
โรดี้มองอีกฝ่ายนิ่ง เธอไม่คาดคิดว่าจะได้ยินคำพูดเช่นนี้
‘คงอยากให้ใครสักคนรับฟังมาตลอดสินะ’
เธอพอจะเข้าใจได้รางๆ เพราะการต้องคอยกดข่มตัวเองเอาไว้ตลอดเวลามันเป็นเรื่องยากลำบาก
“ฉันพูดเรื่องไร้สาระไปอีกแล้วสิ”
ริเคนส์ยิ้มขื่นพลางทำท่าจะเก็บตุ๊กตาไม้แกะสลักในมือกลับเข้าไปในกล่องตามเดิม
โรดี้ห้ามเขาไว้โดยไม่รู้ตัว
“เดี๋ยวก่อนค่ะ”
“มีอะไรหรือ”
“ตุ๊กตาตัวนั้น ฉันขอมันได้ไหมคะ”
มันเป็นคำขอที่เกิดขึ้นด้วยอารมณ์ชั่ววูบอย่างยิ่ง
เพราะตุ๊กตาที่ถูกยัดเก็บไว้ในกล่องตรงซอกมุมนั้น ให้ความรู้สึกเหมือนหัวใจของริเคนส์ไม่มีผิด
โรดี้จึงดึงดันอย่างไร้เหตุผล
“ฉันเป็นคนช่วยหาตุ๊กตาตัวนี้มาให้ คงไม่ว่าอะไรใช่ไหมคะ”
“……ก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอก”
แม้ริเคนส์จะแสดงสีหน้าสงสัย แต่เขาก็ยอมส่งมอบตุ๊กตาให้แต่โดยดี
“เธอจะเอาไปทำอะไรกัน”
“ฉันจะเอาไปตั้งโชว์ไว้ที่บ้านอย่างดีเลยค่ะ”
“มันเป็นของที่ทำขึ้นมาตั้งแต่เด็กๆ ไม่มีค่าพอให้เป็นของประดับหรอก”
“ไม่จริงสักหน่อยค่ะ”
โรดี้เอ่ยเสริมพลางรับตุ๊กตามาถือไว้
“มันเป็นของที่คุณในวัยเยาว์บรรจงเหลาขึ้นมาอย่างทะนุถนอมไม่ใช่เหรอคะ”
เธอคลี่ยิ้มพลางกล่าวต่อ
“งดงามมากเลยล่ะค่ะ”
“…….”
คำพูดนั้นทำให้ใบหูของริเคนส์แดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย ทว่าโรดี้กลับไม่ทันสังเกตเห็น
สองมือของเธอประคองกอดตุ๊กตาตัวนั้นเอาไว้อย่างทะนุถนอม
“ถ้าหากวันไหนคิดถึงตุ๊กตาตัวนี้ขึ้นมา”
ราวกับต้องการส่งผ่านความอบอุ่นให้แล่นพล่านไปทั่วหัวใจอันเยียบเย็นของเขา
“อย่าลืมแวะมาเที่ยวที่บ้านนะคะ”
……คำพูดนั้นก่อให้เกิดระลอกคลื่นประหลาดขึ้นในใจอันสงบนิ่งของริเคนส์
ไม่กี่วันต่อมา คดีเมื่อ 15 ปีก่อนก็เริ่มถูกหยิบยกกลับมาเป็นจุดสนใจอีกครั้ง
ซ้ำยังเกี่ยวพันไปถึงคดีฆาตกรรมต่อเนื่องอีกด้วย
“หนังสือพิมพ์ฉบับพิเศษครับ ฉบับพิเศษ!”
เนื่องจากมีผู้คนเข้าร่วมในตอนเปิดสุสานมากเกินไป ความลับจึงไม่อาจคงอยู่ได้นาน
ข่าวสารแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงในชั่วพริบตา
ผู้คนต่างจมอยู่ในความวิตกกังวลขณะอ่านหนังสือพิมพ์
“มีฆาตกรต่อเนื่องปรากฏตัวในเมืองหลวงงั้นเหรอ”
“เป็นไปไม่ได้น่า……”
ริเคนส์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบคดีที่ทั่วทั้งเมืองจับตามองนี้ และมีการจัดตั้งหน่วยสืบสวนพิเศษขึ้น
เมื่อเฝ้ามองสถานการณ์ที่ดำเนินไป โรดี้ก็ครุ่นคิด
‘ดีละ’
ป่านนี้คนร้ายตัวจริงคงกำลังตื่นตระหนกอยู่แน่ เพราะการก่ออาชญากรรมถูกป่าวประกาศให้รู้กันทั่วแล้ว
‘ถ้าอย่างนั้นต่อไป’
จะทำอย่างไรให้เป้าหมายของการสืบสวนพุ่งตรงไปที่ ‘คนร้ายตัวจริง’ กันนะ
‘ริเคนส์เองก็เคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วอยู่หรอก’
เรื่องที่เขาเก่งกาจนั้นเป็นความจริง แต่ว่า
‘เขาจะสามารถจับคนร้ายได้ก่อนที่ราฟี วิโอเล็ตจะถูกฆ่าหรือเปล่านะ’
โรดี้เดินไปตามระเบียงทางเดินของกองอัศวินพลางตกอยู่ในห้วงความคิด
อัศวินสองสามคนที่สังเกตเห็นเธอต่างพากันหลบหน้าหลบตาเดินเลี่ยงออกไป
‘พวกผู้ติดตามของซิโมเน่สินะ’
ดูเหมือนพวกนั้นจะรู้ตัวว่าน่าอับอาย ช่วงนี้ถึงได้คอยเดินหลบเธอไปทั่ว
โรดี้หยุดยืนอยู่หน้าห้องทำงานหัวหน้ากองอัศวินแล้วเคาะประตู
“เข้ามาได้”
เมื่อเปิดประตูเข้าไป ริเคนส์ที่ยังคงไร้อารมณ์เหมือนเช่นเคยก็ต้อนรับเธอ
“มาแล้วหรือ”
“ได้ยินว่าท่านเรียกหาฉันน่ะค่ะ”
“คัดเลือกคนที่ต้องมาให้การซ้ำในคดีหมายเลข 531 ได้แล้วน่ะ”
หมายเลข 531 คือรหัสที่หมายถึงคดีฆาตกรรมผู้สืบทอดตำแหน่งดยุคโจเอน
“กำหนดว่าเป็นใครบ้างหรือคะ”
ริเคนส์ยื่นแฟ้มเอกสารให้เธอ
โรดี้เปิดเอกสารออกดู
มีรายชื่อเขียนไว้ทั้งหมดห้าคน
เจ็มม่า
เคานต์ไฮเซอร์ กอร์
ไวเคานต์เทอิน จินิเย
ดยุควิลเลียม มักเซตา
นิโอร์ เมเนียน
โรดี้ที่อ่านรายชื่อจบแล้วก็ยกยิ้มมุมปาก
‘สมกับเป็นริเคนส์จริงๆ’
ในบรรดาคนที่เขาคัดเลือกออกมา มีคนร้ายตัวจริงรวมอยู่ด้วย
กำลังโหลดความเห็น...