“……!”
“―นี่คุณ ได้สติ…… หน่อยสิ!”
เสียงโหวกเหวกดังอื้ออึงอยู่ในหัว
ยิ่งได้สติ อาการปวดหัวก็ยิ่งรุนแรงราวกับศีรษะจะแตกเป็นเสี่ยงๆ
‘คลื่นไส้ชะมัด’
โรดี้ขมวดคิ้วแน่นพลางค่อยๆ ลืมตาขึ้น
สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือพื้นที่มีฝุ่นจับหนาเตอะ
พอค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ภาพของโกดังเก่าซอมซ่อก็ปรากฏสู่สายตา
‘ที่นี่คือ……?’
เธอข่มความปวดหัวตุบๆ เอาไว้ แล้วเค้นความทรงจำก่อนที่จะหมดสติไป
‘ทันทีที่กลับถึงบ้าน ก็มีใครบางคนเอาผ้าเช็ดหน้ามาอุดปากกับจมูกจากข้างหลังสินะ’
หลังจากได้กลิ่นยาฉุนกึกแสบจมูก เธอก็หมดสติไปในทันที
เมื่อค่อยๆ ประเมินสถานการณ์ได้ สมองของโรดี้ก็เริ่มแล่น
‘โดนลักพาตัวสินะเนี่ย’
มันไม่ใช่เรื่องที่เกินความคาดหมายแต่อย่างใด
เพียงแต่ไม่นึกว่าจะลงมืออย่างบุ่มบ่ามและเร่งรีบขนาดนี้
‘คงร้อนรนน่าดูเลยสิ’
โรดี้หันมองไปด้านข้าง
“ได้สติแล้วเหรอคะ?!”
หญิงสาวผมสีบลอนด์เข้มและมีนัยน์ตาสีฟ้ากำลังถูกมัดติดอยู่กับเก้าอี้
ความทรงจำในหัวพ่นชื่อของอีกฝ่ายออกมาในทันที
“ราฟี วิโอเล็ต”
โรดี้รู้สึกโล่งอกขึ้นมาเล็กน้อย
“ยังมีชีวิตอยู่สินะคะ”
ราฟีดูประหลาดใจกับน้ำเสียงอันสงบนิ่งของเธอ
“นี่ไม่ใช่เวลาจะมาพูดแบบนั้นนะคะ! คุณน่ะ ตอนนี้โดนลักพาตัวอยู่นะ!”
“รู้อยู่แล้วค่ะ”
“ทำไมถึงใจเย็นขนาดนั้นกันคะ!?”
“คุณนั่นแหละค่ะที่ต้องใจเย็นลงหน่อย เกิดอะไรขึ้นถึงได้มาอยู่ที่นี่ได้คะ?”
“คือ…… ฉันทะเลาะกับท่านพ่อท่านแม่แล้ววิ่งเตลิดออกจากคฤหาสน์มาน่ะค่ะ ระหว่างที่กำลังเดินไปตามถนนพลางคิดว่าจะไปบ้านลูกพี่ลูกน้อง จู่ ๆ จากทางด้านหลังก็ถูกคว้าตัวหมับ…….”
เมื่อพูดถึงตรงนั้น หยาดน้ำตาก็เอ่อคลอขึ้นมาในดวงตาคู่โตของเธอ
“ฮึก ไม่น่าพูดจาร้ายกาจแบบนั้นกับท่านพ่อท่านแม่เลย…….”
“อย่าร้องไห้ไปเลยค่ะ พอกลับไปแล้วค่อยไปขอโทษพวกท่านก็ได้นี่คะ”
เมื่อได้ยินคำปลอบโยนของโรดี้ ราฟีก็กะพริบตาถี่ ๆ
“ทำไมถึงได้สงบนิ่งขนาดนี้กันคะ? ถ้าเป็นคุณในยามปกติ ป่านนี้คงเต้นผางอาละวาดว่าจะฆ่าไอ้คนลักพาตัวให้ตายไปแล้วแท้ ๆ”
โรดี้ยิ้มเจื่อน
ในอดีต ราฟีกับเธอเคยมีเรื่องปะทะกันในแวดวงสังคมอยู่สองสามหน
“หลังจากถูกขับไล่ออกจากตระกูล ฉันเองก็เปลี่ยนไปเยอะเหมือนกันน่ะค่ะ”
พอได้ยินคำนั้น ราฟีก็พูดขึ้นมาด้วยสีหน้าเหมือนนึกบางอย่างออก
“จริงสิ คุณถูกขับไล่ออกจากตระกูลไปแล้วนี่นา…… แล้วทำไมถึงลักพาตัวคุณมาด้วยล่ะคะ? โอกาสที่ตระกูลเอวองต์จะยอมจ่ายค่าไถ่ให้แทบไม่มีเลยแท้ ๆ”
“เห็นหน้าคนร้ายที่ลักพาตัวมาบ้างไหมคะ?”
“ไม่ค่ะ นาน ๆ ทีที่เขาจะเอาอาหารมาให้ เขาก็สวมหน้ากากมาตลอดเลย ไม่ยอมพูดจาอะไรด้วย เสียงก็เลยไม่เคยได้ยินสักนิดค่ะ”
“งั้นเหรอคะ”
ราฟีกัดริมฝีปากด้วยท่าทางกระวนกระวายใจ
“ขอแค่ท่านพ่อท่านแม่ยอมมอบเงินค่าไถ่ให้ ก็น่าจะได้ออกไปเร็ว ๆ แท้ ๆ…….”
ดูเหมือนราฟีจะปักใจเชื่อว่าจุดประสงค์สุดท้ายของการลักพาตัวครั้งนี้คือเงิน
‘ปกติมันก็เป็นแบบนั้นแหละนะ’
บุตรหลานของตระกูลขุนนางมักมีโอกาสตกเป็นเป้าการลักพาตัวสูง ยิ่งไปกว่านั้น ขอเพียงแค่จ่ายเงินค่าไถ่ให้ เรื่องราวมักจะจบลงอย่างเงียบเชียบทั้งสองฝ่ายก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง
นั่นก็เพราะตระกูลขุนนางไม่อยากให้เกิดข่าวฉาวมัวหมองว่าลูกของตนเองถูกลักพาตัว และฝ่ายคนร้ายเองก็ไม่มีความจำเป็นต้องสร้างศัตรูเป็นพวกขุนนางโดยใช่เหตุ
‘ราฟีเองก็คงคาดหวังว่าหากคนร้ายได้เงินไปแล้วตนจะได้รับการปล่อยตัวอย่างปลอดภัย ถึงได้ยอมอยู่นิ่ง ๆ สินะ’
โรดี้ขยับถูข้อมือที่ถูกมัดแน่นด้วยเชือกพลางเอ่ยขึ้นมา
“น่าเสียดายที่การลักพาตัวครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเป็นเงินน่ะสิคะ”
“คะ?”
ราฟีเบิกตากว้าง
“หมายความว่ายังไงกันคะ”
ข้อมือแสบแปลบขึ้นมา อาจเป็นเพราะถูกเชือกครูดถู โรดี้ขมวดคิ้วพลางเอ่ยต่อ
“ท่านหญิงอาจยังไม่รู้ แต่ช่วงนี้ในเมืองหลวงกำลังโกลาหลวุ่นวายเพราะคดีคดีหนึ่งอยู่ค่ะ”
“คดีเหรอคะ”
“ค่ะ”
ในที่สุดโรดี้ก็ยอมแพ้ที่จะแก้มัดเชือก เธอถอนหายใจออกมาแล้วเอ่ยตอบ
“การปรากฏตัวของฆาตกรต่อเนื่องที่พุ่งเป้าไปที่คนผมสีบลอนด์เท่านั้น”
“……!”
“―น่ะค่ะ”
“มะ ไม่จริงน่า!”
ดวงตาของราฟีที่ค่อย ๆ ทำความเข้าใจสถานการณ์ได้เริ่มถูกย้อมไปด้วยความตื่นตระหนก
“อีกอย่าง คุณก็ไม่ได้ผมสีบลอนด์นี่คะ!”
“เหตุผลที่ฉันถูกลักพาตัวมาเป็นอีกเรื่องหนึ่งค่ะ”
โรดี้แค่นหัวเราะออกมา
“นั่นก็ไม่ใช่เรื่องอื่นใดหรอก แต่เป็นเพราะว่า―”
“เพราะไปรู้ในสิ่งที่ไม่ควรรู้เข้ายังไงล่ะ”
ชั่วพริบตานั้น น้ำเสียงทุ้มต่ำก็ดังก้องไปทั่วโกดัง
“กรี๊ดดด……”
ราฟีที่ตกใจกลืนเสียงกรีดร้องลงคอ ส่วนโรดี้เบนสายตาไปมอง
ชายคนหนึ่งยืนถือขวานอยู่โดยหันหลังให้แสงสว่างที่สาดส่องเข้ามาทางทางเข้าโกดังที่เปิดออก
แสงย้อนทำให้มองเห็นใบหน้าได้ไม่ชัดเจน
ก้าวหนึ่ง
สองก้าว
ยิ่งเงาร่างของชายหนุ่มขยับเข้ามาใกล้ ใบหน้าของเขาก็ยิ่งปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
“เป็นนายจริงๆ ด้วยสินะ”
โรดี้จ้องมองอีกฝ่ายอย่างสุขุม
“ท่านเคานต์ไฮเซอร์ กอร์”
“มองตัวตนของฉันทะลุปรุโปร่งจริงๆ สินะ”
ไฮเซอร์ กอร์ คนร้ายตัวจริงแย้มรอยยิ้ม
“ทั้งที่คิดว่าตบตาได้ทุกคนอย่างแนบเนียนแล้วแท้ๆ เชียว”
ตัวตนของคนร้ายที่เหนือความคาดหมายทำเอาราฟีตัวสั่นงันงก
“ทะ ท่านเคานต์…… ทำไมกันคะ……?”
ไฮเซอร์เมินคำถามของเธอ
“รู้ตัวตนของฉันได้ยังไงกัน?”
“ก็แค่นั้นแหละ”
โรดี้ตอบอย่างไม่แยแส
“แค่มองปราดเดียว กลิ่นเน่าเหม็นก็โชยหึ่งแล้วนี่นา”
ไม่มีเหตุผลอะไรที่เธอจะต้องมานั่งอธิบายอย่างซื่อตรงและยืดยาวให้คนพรรค์นี้ฟัง
“ความจริงแล้ว ฉันเป็นจอมเวทที่ชั่วร้ายสุดๆ ไปเลยน่ะสิ”
ไฮเซอร์ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
“ฮะๆ…… อย่าบอกนะว่าจะเอาข่าวลือไร้สาระในแวดวงสังคมมาเบ่งข่มฉันน่ะ?”
เขายิ้มเยาะเย้ย
“ฉันไม่เชื่อข่าวลือเด็กเล่นพวกนั้นหรอก แกมันก็แค่ผู้หญิงโง่เง่าเห็นแก่ตัวที่ไม่มีความสามารถอะไรเลย”
โรดี้ตอกกลับไปโดยไม่สะทกสะท้าน
“ถึงอย่างนั้นก็ยังดีกว่าไอ้โรคจิตหน้าไหว้หลังหลอกแบบนายตั้งร้อยเท่าละกัน”
‘โรดี้ตัวร้าย’ ตัวโปรดของเธอไม่มีทางลงมือก่อคดีฆาตกรรมชั้นต่ำแบบนี้เด็ดขาด
‘นิสัยของยัยนี่น่ะ จะทำอะไรก็เปิดเผยโต้งๆ ต่างหากเล่า!’
ไฮเซอร์มีสีหน้าเย็นชาขึ้นมาทันที
“ปากดีจริงนะ หัวทึบจนประเมินสถานการณ์ไม่เป็นเลยหรือไง”
“เปล่า แค่เป็นพวกก่อนตายก็ต้องพูดสิ่งที่อยากพูดให้หมดน่ะ”
“เหอะ ถ่วงเวลาไปก็ไม่มีใครหน้าไหนมาช่วยหรอก ที่นี่ไม่มีแม้แต่เงาคนด้วยซ้ำ”
“เรื่องแค่นั้นฉันก็รู้อยู่หรอก”
โรดี้หัวเราะสั้นๆ
“แต่นายควรจะขอบคุณฉันไม่ใช่เหรอ คนที่ทำให้กองอัศวินรู้ว่ามีฆาตกรต่อเนื่องอยู่ก็คือฉันนะ”
เธอเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
“ที่ผ่านมาคงเบื่อแย่ล่ะสิ ที่ไม่มีใครรับรู้ถึง ‘ผลงาน’ ของนายเลยน่ะ”
“…….”
“ลึกๆ แล้วอยากให้ทุกคนรู้ว่ามีตัวเองอยู่สินะ อยากให้ผู้คนหวาดกลัวต่อสิ่งที่ไม่รู้หลังจากที่ระแคะระคายถึงการมีอยู่ของ ‘ฆาตกรต่อเนื่อง’”
เธอจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเฉียบคม
“นายถึงได้แสร้งทำเป็นช่วยเหลือครอบครัวของเหยื่อ แล้วลงข่าวเรื่องคนหายในหนังสือพิมพ์ของสำนักพิมพ์ที่ตระกูลกอร์บริหารอยู่ไม่ใช่เหรอ”
“อ๋อ…… สังเกตเห็นจากเรื่องนั้นงั้นเหรอ”
ไฮเซอร์แสยะยิ้ม
“หัวไม่ได้มีไว้แค่ประดับบารมีสินะ ถึงขั้นฉลาดกว่าพวกกองอัศวินเสียอีก”
ต่อให้ได้รับคำชมก็ไม่ได้รู้สึกดีใจแม้แต่น้อย
เพราะโรดี้เกลียดขี้หน้าเขา
‘เป็นมนุษย์ที่เลวร้ายที่สุด’
ใช่ว่าเธอจะเอ็นดูตัวร้ายทุกคนที่โผล่มาใน ‘ยูโทเปีย’ เสียหน่อย
‘ฆ่าคนไปพลางรู้สึกพึงพอใจอย่างน่าสะอิดสะเอียนว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น ฉลาดกว่า และอยู่เหนือหัวคนอื่นสินะ’
ซ้ำยังหยิ่งผยองจนเชื่อว่าตัวเองสามารถควบคุมทุกสถานการณ์ได้อย่างสมบูรณ์แบบอีกด้วย
ช่างมีคุณสมบัติของคนที่เธอเกลียดครบทุกประการ
“ขอถามอีกแค่อย่างเดียวเถอะ”
ดูเหมือนจะคิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายถือไพ่เหนือกว่า ไฮเซอร์จึงมีท่าทีสบายๆ
“รู้ได้ยังไงว่าฉันใช้ ‘นักฮวา’ ฆ่าโจเอน”
“ก็นายมันไอ้สารเลวเจ้าเล่ห์พรรค์นั้นไงล่ะ”
ไฮเซอร์ชะงักไปเมื่อได้ยินถ้อยคำหยามเกียรติ
“……ว่าไงนะ”
“เดิมทีนักฮวาเป็นหนึ่งในเทคนิคทางศิลปะที่ท่านโจเอนโปรดปรานไม่ใช่เหรอ เพราะงั้นนายถึงใช้ยาพิษชื่อเดียวกันนั้นฆ่าท่านเพื่อเยาะเย้ยยังไงล่ะ”
โรดี้กล่าวเสริมอย่างไม่เกรงกลัว
“จุดนี้นี่แหละที่เรียกว่าน่าสมเพช แสดงปมด้อยที่ตัวเองมีต่อท่านโจเอนออกมาอย่างลับๆ ล่อๆ สิ้นดี”
เธอรู้เรื่องของไฮเซอร์ กอร์
ชายผู้นี้เก็บงำปมด้อยต่อโจเอนผู้เป็นทายาทตระกูลดยุคมาโดยตลอด
เขาสวมหน้ากากเพื่อนสนิทพลางเย้ยหยันโจเอนผู้ไขว่คว้าศิลปะแทนที่จะเป็นอำนาจ
“พอฆ่าท่านโจเอนแล้ว รู้สึกเหมือนตัวเองก้าวข้ามท่านไปได้แล้วสินะ”
โรดี้เอ่ยต่อไปอย่างใจเย็น
“ทุกครั้งที่ฆ่าเหยื่อผมสีบลอนด์เหมือนกับท่านโจเอน นายก็คงรู้สึกพึงพอใจแบบนั้นซ้ำๆ”
คำพูดที่แทงใจดำทำเอาไฮเซอร์ไม่อาจโต้ตอบอะไรได้
“พอคนทั้งเมืองหลวงพากันหวาดผวา นายคงคิดว่าตัวเองกลายเป็นพระเจ้าผู้ควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างไปแล้วล่ะสิ”
เธอยกมุมปากขึ้นข้างหนึ่ง
“แต่นายรู้ไว้เรื่องหนึ่งเถอะนะ”
“……ต้องการจะพูดอะไรกันแน่”
“จริงๆ แล้วนายไม่ได้มีความหมายอะไรเลย”
ไฮเซอร์สะดุ้งตัวสั่น
“……อะไรนะ”
“รู้ไหมว่าคนพรรค์นาย เขาเรียกกันว่าอะไร”
โรดี้ยิ้มกริ่ม
“ไอ้โง่ ไอ้เซ่อ ไอ้ขี้แพ้”
“……!.”
“แล้วก็”
เธอเอ่ยเสริมทีละคำอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“ไอ้ขี้ขลาดที่ไม่มีความกล้าพอจะยืนต่อหน้าคนอื่นอย่างสง่าผ่าเผยไงล่ะ”
“กะ แก บังอาจ……”
ไฮเซอร์เดือดดาล
การฆาตกรรมทั้งหมดที่เขาลงมือมาจนถึงตอนนี้นับเป็น ‘ผลงานชิ้นเอก’ อันสมบูรณ์แบบ
เบื้องหน้าได้รับการยกย่องเชิดชูจากพวกโง่เง่า เบื้องหลังไม่เคยมีใครจับได้แม้แต่คนเดียว
เขาสร้างมันขึ้นมาได้อย่างน่าภาคภูมิใจหลังผ่านความรอบคอบและความพยายามอันแสนยากลำบาก
“แกรู้อะไรบ้างวะ!”
บังอาจมาทำกับข้าคนนี้ได้……
“ฉันไม่ใช่ไอ้ขี้ขลาดอะไรนั่นสักหน่อย”
ไฮเซอร์เงื้อขวานขึ้นด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยเพลิงโทสะ
“นังสารเลว ฉันจะฆ่าแกให้ทรมานที่สุดในโลกเลยคอยดู!”
“แหม”
แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบ โรดี้ก็ยังคงแย้มยิ้มอย่างสดใส
“นี่ยังไม่รู้อีกเหรอ”
ไฮเซอร์ส่งเสียงหัวเราะเยาะในลำคอ
“เหอะ ฉันไม่เสียเวลาเล่นตามคำขู่ไร้สาระของแกอีกต่อไปแล้ว”
เขาก้าวเท้าย่างสามขุมเข้าหาหญิงสาวทั้งสองคน
“ที่ผ่านมาน่ะ”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายก้าวเข้ามาใกล้ โรดี้ก็ยกยิ้ม
“แกเต้นอยู่บนฝ่ามือฉันมาตลอดต่างหากล่ะ”
ตูม!
ประตูโกดังถูกพังกระเด็นออกในจังหวะเดียวกันนั้นเอง
กำลังโหลดความเห็น...