แอ๊ด―
ริเคนส์เปิดประตูโกดังเก่าที่ท่านพ่อเคยใช้
‘หือ?’
จากนั้นก็แสดงสีหน้ากังขาเมื่อมองไปยังบนโต๊ะทำงาน
ก่อนหน้านี้บนนั้นมีฝุ่นละอองสีขาวขุ่นปกคลุมอยู่ชัดๆ
‘สะอาดจัง’
จะบอกว่าคนรับใช้บังเอิญมาเจอโกดังเข้าก็เลยทำความสะอาด…… มันก็มีจุดที่น่าสงสัยอยู่
อย่างแรกเลยคือโกดังนี้ถูกลงกลอนกุญแจไว้
คนที่แตะต้องกุญแจได้มีเพียงตนเองกับท่านปู่ พ่อบ้านที่ดูแลคฤหาสน์ และหัวหน้าสาวใช้เท่านั้น
‘ทำไมถึงทำความสะอาดไว้กันนะ’
ในขณะที่ริเคนส์ผู้จมอยู่ในภวังค์ครุ่นคิดกำลังเอียงคอสงสัย เขาก็สัมผัสได้ถึงร่องรอยคนจากด้านนอก
เขาหันขวับไปมองอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว ก่อนจะแสดงสีหน้าประหลาดใจ
“……ท่านปู่?”
วิลเลียมยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ตรงขอบประตูด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วนเล็กน้อย
“ริเคนส์ อยู่นี่เองเรอะ”
“เดินตามหาผมอยู่หรือครับ สั่งให้คนรับใช้มาตามก็ได้แท้ๆ ทำไมถึงเสด็จมาด้วยตัวเอง…….”
“ข้ามีเรื่องอยากจะมองหน้าเจ้าแล้วพูดน่ะสิ…… โอ๊ย……”
วิลเลียมที่พูดไม่ทันจบประโยคขมวดคิ้วแน่น
เพราะเดินตามหาหลานชายอยู่นาน หัวเข่าทั้งสองข้างจึงปวดแปลบขึ้นมา
“ก่อนอื่น นั่งลงบนเก้าอี้ก่อนเถอะครับ”
ริเคนส์เข้าไปประคองท่านปู่ให้นั่งลงบนเก้าอี้
วิลเลียมที่นั่งลงอย่างระมัดระวังเอามือทุบหัวเข่าพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่
“ขอบใจนะ ริเคนส์ ช่วงนี้ร่างกายมันไม่ค่อยจะฟังคำสั่งเลย……”
ริเคนส์มองดูเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม
ท่านปู่ที่เคยดูตัวใหญ่โตมาโดยตลอด วันนี้กลับดูตัวเล็กจ้อยอย่างน่าประหลาด
เขาจ้องมองมือของตนเองที่เพิ่งจะช่วยพยุงท่านปู่เมื่อครู่
‘……ไหล่ก็ผอมซูบลงไปกว่าแต่ก่อนมาก’
แม้จะเคยมีร่างกายกำยำล่ำสันในวัยหนุ่ม ทว่าต่อหน้ากาลเวลา ก็เป็นเพียงแค่ชายชราผู้บอบบางเท่านั้น
ริเคนส์กลืนความขมขื่นที่เอ่อล้นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกลงไป ก่อนจะเอ่ยถามเสียงแผ่ว
“การสนทนากับคุณโรดี้จบลงด้วยดีใช่ไหมครับ”
“อืม”
“คุยเรื่องอะไรกับเธอหรือครับ”
วิลเลียมคลี่ยิ้มบาง
“ได้คุยเรื่องที่เป็นประโยชน์มากทีเดียว เป็นคุณหนูที่เฉลียวฉลาด ไม่เหมือนกับข่าวลือในวงสังคมเลยสักนิด”
‘ดูท่าจะไม่มีความคิดที่จะบอกว่าคุยเรื่องอะไรกันสินะ’
หากเป็นความลับก็คงช่วยไม่ได้
“แล้วท่านเรียกหาผมด้วยเรื่องอันใดหรือครับ”
วิลเลียมจ้องมองหลานชายที่ยังคงใช้น้ำเสียงเย็นชาไร้อารมณ์เหมือนเช่นเคย ก่อนจะหันหน้ากลับไป
“ที่นี่ไม่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนเลยนะ”
ริเคนส์เผยสีหน้าแปลกใจ
“ท่านเคยมาที่นี่ด้วยหรือครับ”
“ใช่ เมื่อไม่กี่วันก่อนก็เพิ่งมา มันสกปรกมาก ฉันก็เลยลงมือทำความสะอาดไปหน่อย”
“อา……”
“โจเอนชอบที่นี่มากตั้งแต่เด็กๆ แล้ว…… ถึงขนาดบางครั้งก็โดดเรียนแล้วมาขลุกตัวอยู่ที่นี่ เพราะอย่างนั้นในอดีตฉันถึงได้เกลียดที่นี่มาก เคยคิดจะรื้อทิ้งไปให้พ้นๆ เสียด้วยซ้ำ”
สายตาที่เปี่ยมไปด้วยความทรงจำของวิลเลียมกวาดมองไปทั่วด้านใน
“แต่ก็ดีแล้วที่ไม่ได้ทำแบบนั้น เพราะตอนนี้หากไม่ใช่ที่นี่ ก็ไม่มีสถานที่ไหนที่จะทำให้หวนนึกถึงร่องรอยของโจเอนได้อีกแล้ว”
“…….”
“แกเองก็คงเหมือนกันสินะ”
วิลเลียมจ้องมองหลานชายตาไม่กะพริบ
“ริเคนส์ ฉันมีเรื่องที่อยากรู้ ตอบมาตามตรงนะ”
“ว่ามาสิครับ”
วิลเลียมที่ลังเลอยู่นั้นเปิดปากพูดราวกับตัดสินใจอะไรบางอย่างได้
“……เรื่องสืบทอดตระกูลมักเซตาน่ะ แกคิดอย่างไรหรือ?”
ริเคนส์ตอบกลับไปตามความเคยชิน
“ผมเคยเรียนท่านไปแล้วนี่ครับ ว่าผมยังมีข้อบกพร่องอยู่อีกมาก―”
วิลเลียมส่ายหน้า
“ฉันไม่ได้อยากฟังคำพูดซ้ำซากพวกนั้น ฉันแค่อยากฟังความในใจจริงๆ ของแกต่างหาก”
เมื่อมองสายตาของปู่ที่จ้องมองตนเอง ริเคนส์ก็ตระหนักได้ทันที
‘……ท่าทางโรดี้คงจะบอกสินะ’
เขารู้สึกอับอายราวกับจุดด่างพร้อยของตนถูกเปิดโปง ทั้งยังโกรธเธอนิดๆ ที่เอาความลับไปบอกต่อตามอำเภอใจ
ริเคนส์กลั้นถอนหายใจพลางเปิดปากพูด
“มันเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบที่เดี๋ยวก็ดีขึ้นครับ อย่าได้ทรงกังวลเลย”
วิลเลียมจ้องมองหลานชายที่แสดงท่าทีตั้งแง่ปกป้องตัวเอง
เด็กน้อยตัวกระจ้อยร่อยเติบโตจนตัวใหญ่กว่าตนไปมากตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ทั้งยังกลายเป็นผู้ใหญ่ที่จัดการเรื่องราวทุกอย่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ
‘เพราะอย่างนี้ฉันถึงลืมไปสินะ’
ลืมไปว่าเด็กคนนี้อายุเพียงแค่ ‘ยี่สิบห้าปี’ เท่านั้น
“ริเคนส์ ตอนที่ฉันอายุราวๆ แก ฉันก็รับสืบทอดตำแหน่งดยุคมาเหมือนกัน”
วิลเลียมหวนนึกถึงช่วงเวลาวัยยี่สิบห้าของตนเอง
ก่อนหน้าจะรับสืบทอดตำแหน่งเขาเคยเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ทว่าเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากได้รับบรรดาศักดิ์ ความมั่นใจเหล่านั้นก็มลายหายไปสิ้น
ในใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความวิตกกังวล
ตะเกียกตะกายอยู่ใต้กองเอกสารที่ถาโถมเข้ามาจากตระกูลใต้ปกครองหลายสิบตระกูล อนุมัติเอกสารก็ล่าช้า ซ้ำร้ายยังมีข้อผิดพลาดเป็นประจำ
ยิ่งต้องทำงานภายนอกควบคู่กันไปด้วยก็ยิ่งไม่มีสมาธิ
ท้ายที่สุดก็ต้องอดหลับอดนอนตรวจดูเอกสาร และคอยตำหนิตัวเองอยู่เสมอว่าทำไมถึงทำได้ไม่ดีเหมือนพ่อของตน
“แกรู้ไหมล่ะ? วันที่ฉันได้รับบรรดาศักดิ์ดยุคครบหนึ่งเดือนพอดี ฉันร้องไห้ขี้มูกโป่งวิ่งโร่ไปหาพ่อของฉันที่วางมือไปแล้วด้วยซ้ำ”
ริเคนส์เบิกตากว้างให้กับเรื่องเล่าที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน
วิลเลียมเอ่ยต่อ
“บอกว่าทำไม่ไหวแล้ว ตัวฉันมันไร้ความสามารถ เอาบรรดาศักดิ์คืนไปเถอะ ฉันซบตักพ่อแม่ร้องไห้งอแงเหมือนเด็กไม่มีผิด”
“……ไม่อยากเชื่อเลยครับ”
ในสายตาของริเคนส์ ท่านปู่คือ ‘ประมุขมักเซตาที่สมบูรณ์แบบ’
ขณะเดียวกันก็เป็นภาพลักษณ์ของผู้นำในอุดมคติที่เขาใฝ่ฝัน
‘เพราะอย่างนั้นถึงได้รู้สึกหวาดกลัว’
เพราะคิดว่าตัวเองคงไม่มีวันเป็นได้อย่างท่านปู่
“คิดว่าฉันโกหกงั้นหรือ? แต่มันคือเรื่องจริงนะ ต่อให้ฉันร้องไห้โฮ พ่อกับแม่ก็ไม่เคยดุด่าเลยสักนิด เพียงแค่ลูบหัวเหมือนตอนเด็กๆ แล้วบอกกับฉันแบบนี้”
วิลเลียมเอ่ยด้วยสีหน้าเปี่ยมด้วยความคิดถึง
“ไม่เป็นไรนะ วิล ใครๆ ก็ทำผิดพลาดกันได้ในตอนแรกทั้งนั้น เจ้าทำได้ดีมาตั้งหนึ่งเดือนแล้วไม่ใช่หรือ? ที่ผ่านมาลำบากมากเลยสินะ”
เขาค่อยๆ ท่องคำพูดของพ่อแม่ออกมาอย่างช้าๆ
“คนเราไม่มีทางสมบูรณ์แบบได้หรอก ไม่จำเป็นต้องฝืนตัวเองขนาดนั้น แค่ค่อยเป็นค่อยไปอย่างสม่ำเสมอก็พอ แล้วเมื่อรู้ตัวอีกที เจ้าก็จะเห็นว่าตัวเองเติบโตขึ้นไปไกลแล้ว”
“…….”
“ทันทีที่ฉันได้ยินคำนั้นจากพ่อ ใจของฉันก็โล่งอกขึ้นมาทันที ฉันเช็ดน้ำตาแล้วรวบรวมความกล้ากลับไปนั่งบนเก้าอี้ในห้องทำงานอีกครั้ง”
วิลเลียมจ้องมองหลานชายเงียบๆ
“ขอโทษนะ ริเคนส์”
ริเคนส์เอ่ยถามกลับด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าเล็กน้อย
“……ทำไมท่านถึงขอโทษผมล่ะครับ?”
“ฉันคิดว่าจะต้องเลี้ยงดูแกให้ดีแทนส่วนของโจเอนกับเนีย และไม่อยากให้แกต้องมาลำบากเหมือนฉันตอนอายุยี่สิบห้า เพราะแบบนั้นฉันถึงได้เอาแต่เคี่ยวเข็ญให้แกเก่งขึ้นอยู่ตลอดเวลา”
วิลเลียมเอ่ยเสริมอย่างขมขื่น
“จนกลายเป็นว่าฉันมองข้ามสิ่งสำคัญไปเหมือนที่เคยทำกับโจเอน น่าละอายที่ฉันทำผิดพลาดซ้ำรอยเดิม”
“…….”
“ยกโทษให้ฉันด้วยที่เอ่ยคำนี้ช้าเกินไป”
วิลเลียมมองหลานชายอย่างอ่อนโยน
“ริเคนส์ ขอบคุณจากใจจริงที่เติบโตมาอย่างดีภายใต้การดูแลของคนไม่เอาไหนอย่างฉันนะ”
ริเคนส์เม้มริมฝีปากแน่น
“อย่าได้กระวนกระวายใจไปเลย ไม่ว่าแกจะชอบอะไร ไม่ว่าแกจะรักใคร หรือแม้แต่จะทำผิดพลาดอะไรลงไป…….”
รอยยิ้มอันอบอุ่นปรากฏขึ้นที่มุมปากของวิลเลียม
“แกคือผู้สืบทอดแห่งมักเซตาที่ยอดเยี่ยมแล้ว”
เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
“ต่อให้ใครจะว่าอย่างไร ความพยายามที่แกทุ่มเทในฐานะผู้สืบทอดแห่งมักเซตาก็คืออัญมณีล้ำค่าอันเจิดจรัสที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย”
วิลเลียมลูบศีรษะของริเคนส์อย่างเชื่องช้า
ราวกับกำลังเอ่ยชมเด็กน้อย
“เพราะฉะนั้นอย่าได้หวาดกลัว จงก้าวไปข้างหน้าเถิด”
จากนั้น เขาก็ค่อยๆ โอบกอดหลานชายไว้แน่นเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
“เพราะไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น ฉันก็จะรักแกเสมอ”
……ภายในอ้อมอกของปู่ที่ซูบผอมกว่าในความทรงจำมากนัก ริเคนส์รู้สึกอยากจะร้องไห้ออกมาเพียงเล็กน้อย
วันต่อมา
ติ๊งต่อง―
เมื่อเสียงกริ่งประตูดังขึ้น โรดี้ที่กำลังอ่านหนังสืออยู่จึงเงยหน้าขึ้น
‘แขกเหรอ?’
……ไม่รู้ทำไม เธอถึงพอจะเดาออกว่าใครมา
‘คงตั้งใจมาเอาเรื่องแน่นอนเลย’
โรดี้ฝืนลากฝีเท้าที่ไม่อยากจะก้าวเดินไปยังประตูหน้าบ้าน
เธอเปิดประตูออกอย่างระมัดระวังพลางชะโงกหน้าออกไป
ตรงหน้ามีคนที่เธอคาดเดาไว้กำลังยืนอยู่
“……สวัสดีตอนบ่ายค่ะ”
ดวงตาสีเทาที่ไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึกเฉกเช่นเคยกำลังทอดมองลงมาที่เธอ
โรดี้แย้มยิ้มอย่างเก้อกระดาก
“……ท่านเซอร์ มีเรื่องอะไรหรือคะ”
ริเคนส์ตอบกลับอย่างไร้อารมณ์
“ฉันมีเรื่องจะพูดด้วย”
เขาเอ่ยถามพลางจับที่จับประตูค้างไว้
“เข้าไปได้ไหม”
พูดตามตรง โรดี้รู้สึกกลัวอยู่นิดหน่อย
‘ก็ฉันดันเอาเรื่องที่ริเคนส์พยายามปิดบังไปบอกวิลเลียมหมดแล้วนี่นา’
เธอรู้ตัวดีว่าเข้าไปก้าวก่ายเรื่องของคนอื่นมากเกินไป
เธอจึงช้อนสายตามองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าที่ดูน่าสงสารเหมือนลูกหมาถูกทิ้งให้ได้มากที่สุด
“……จะโกรธเหรอคะ”
ริเคนส์เผลอหลุดหัวเราะหึออกมา
การที่หญิงสาวผู้ไม่เคยหวาดกลัวแม้แต่อยู่ต่อหน้าฆาตกรต่อเนื่องมาทำท่าทีแบบนี้กับเขา ช่างดูน่ารักไม่น้อยทีเดียว
“ไม่ได้มาเพื่อจะโกรธสักหน่อย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น โรดี้ที่เพิ่งจะทำสีหน้าโล่งใจขึ้นมาบ้างจึงยอมคลายแรงที่จับลูกบิดประตูออก
“เข้ามาสิคะ”
กำลังโหลดความเห็น...