หมายความว่าหากจำเป็น เขาจะช่วยเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยกับตระกูลเอวองต์ให้งั้นเหรอ
โรดี้ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
“ไม่ค่ะ”
คงเป็นคำตอบที่เหนือความคาดหมาย แววตาของริเคนส์จึงฉายแววสับสนจางๆ
“ไม่อยากกลับไปเป็นเลดี้แห่งตระกูลดยุคหรอกเหรอ”
“ไม่เลยแม้แต่น้อยค่ะ”
“ทำไมกันล่ะ”
‘ก็นะ ตามสามัญสำนึกคงยากจะเข้าใจได้ละมั้ง’
การละทิ้งชีวิตชนชั้นสูงอันมั่งคั่งในสังคมที่แบ่งแยกชนชั้น แล้วเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบสามัญชนเนี่ย
โรดี้ตอบกลับอย่างไม่ยี่หระ
“เพราะฉันเป็นลูกนอกสมรส คนในตระกูลก็เลยปฏิบัติกับฉันอย่างย่ำแย่มาตลอดน่ะค่ะ ถึงจะกลับไปมีฐานะขุนนางอีกครั้ง อย่างมากก็คงหนีไม่พ้นถูกขายไปแต่งงานทางการเมืองอยู่ดี”
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบ
“……แต่ฉันได้ยินมาว่าเลดี้ นิลลา เอวองต์ เอ็นดูเธอมากนี่”
โรดี้เกือบจะเผลอแค่นหัวเราะออกมาโดยลืมไปแล้วว่าอยู่ต่อหน้าริเคนส์
‘นี่เที่ยวไปเสแสร้งแกล้งทำตัวขนาดไหนกันแน่นะ นิลลา เอวองต์’
“ฉันไม่ค่อยแน่ใจหรอกนะคะว่าในแวดวงสังคมนิลลาจะมีชื่อเสียงอย่างไร…… แต่เธอเคยมีประวัติผลักฉันตกสระน้ำตอนแปดขวบ แถมยังหัวเราะชอบใจอย่างสนุกสนานเวลาที่เห็นฉันดิ้นทุรนทุรายด้วยค่ะ”
“…….”
ริเคนส์มีสีหน้าตกใจอยู่บ้าง
ต่อหน้าคนภายนอก นิลลา เอวองต์ คือแบบอย่างของเลดี้ตระกูลดยุคผู้สูงศักดิ์และน่าทะนุถนอม
จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะประหลาดใจเมื่อได้รับรู้ธาตุแท้อันดำมืดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเช่นนั้น
โรดี้จึงเอ่ยเสริมราวกับจะช่วยปลอบใจ
“อืม…… ท่าทางท่านคงเคยมองนิลลาในแง่ดีสินะคะ แต่คนเราก็หน้าไหว้หลังหลอกกันเป็นธรรมดาอยู่แล้วนี่คะ เพราะใช่ว่าทุกคนจะสูงส่งสง่างามเหมือนอย่างท่านเซอร์เสียหน่อย”
“ฉันไม่ได้สนใจเลดี้ นิลลา เอวองต์ เป็นพิเศษหรอกนะ…… แต่การกระทำที่โหดร้ายกับน้องสาวแบบนั้นมันน่าตกใจจริงๆ”
โรดี้ไม่ได้ตอบโต้อะไรเป็นพิเศษ
เพราะไม่จำเป็นต้องเล่าไปถึงเรื่องที่ว่า วันไหนที่อีกฝ่ายนึกเบื่อๆ ก็จะยัดอาหารบูดเน่าใส่ปากเธอ หรือกระชากผมลากไปตามทางเดินหรอก
‘ยิ่งไปกว่านั้น คนในตระกูลดยุคเอวองต์ต่างก็เอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับการกระทำพวกนั้นของนิลลากันหมดด้วย’
ให้กลับไปบ้านพรรค์นั้นด้วยสองเท้าของตัวเองน่ะ แค่คิดก็สยองแล้ว
‘ฉันแค่อยากเป็นเศรษฐีที่ดินแล้วใช้ชีวิตสบายๆ ต่างหาก’
……การต้องถูกผูกมัดหรือกดขี่ด้วยอะไรบางอย่างน่ะ เธอเอือมระอาเต็มทีแล้ว
ในทางกลับกัน ริเคนส์กลับดูเหมือนไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไรดี
คงคิดว่าตัวเองเผลอไปสะกิดโดนบาดแผลเข้าหรือเปล่านะ?
โรดี้ยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ
“ทั้งหมดเป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องใส่ใจหรอกค่ะ”
อีกอย่าง เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ ‘โรดี้ตัวจริง’ เผชิญมาต่างหาก ความสงสารจึงไม่มีความหมายอะไรเลย
‘แต่ถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่ ฉันจะแก้แค้นแน่’
“…….”
ความเงียบอันแปลกประหลาดเข้าปกคลุมห้องรับแขกอยู่ครู่หนึ่ง
โรดี้เหลือบมองนาฬิกาพลางเอ่ยขึ้น
“……เวลาล่วงเลยมาพอสมควรแล้วนะคะ คุณคงต้องกลับแล้วล่ะค่ะ”
ริเคนส์พยักหน้าอย่างเก้งก้างราวกับหุ่นยนต์ที่พังเสียหาย
“นั่นสิ ไว้ในเร็วๆ นี้ฉันจะมาเยี่ยมใหม่”
เวทีสูงถูกสร้างขึ้น ณ จัตุรัสใจกลางเมืองหลวง
เหล่านักข่าวจากแต่ละสำนักพิมพ์และผู้คนที่มามุงดูต่างรอคอยคนเพียงคนเดียวด้วยสีหน้าที่ผสมปนเปไประหว่างความกระวนกระวายและความอยากรู้อยากเห็น
ในที่สุด ชายหนุ่มก็ปรากฏตัวขึ้น
“ท่านเซอร์ริเคนส์ มักเซตา!”
ทันทีที่ริเคนส์ผู้ไร้อารมณ์ก้าวขึ้นไปบนเวที บรรดานักข่าวก็พากันเบียดเสียดไปข้างหน้าอย่างกระตือรือร้น จนถึงขั้นเกิดการกระทบกระทั่งกันเล็กน้อยในระหว่างนั้น
“…….”
ริเคนส์ทำให้เหล่านักข่าวเงียบลงได้ด้วยการตวัดสายตาเพียงครั้งเดียว
บรรดานักข่าวต่างปิดปากเงียบพลางกวาดสายตาสำรวจสีหน้าของเขาอย่างละเอียดถี่ถ้วน
คดีฆาตกรรมต่อเนื่องในครั้งนี้เรียกได้ว่าเป็นประเด็นซุบซิบครั้งใหญ่หลวงอย่างแท้จริง
เพราะคนร้ายคือท่านเคานต์ไฮเซอร์ผู้มีชื่อเสียงเรื่องความอ่อนโยน อีกทั้งยังพัวพันไปถึงความจริงเบื้องหลังคดีฆ่าตัวตายของคู่สามีภรรยาผู้สืบทอดตำแหน่งดยุคโจเอน มักเซตา ที่เคยเป็นข่าวดังในอดีตอีกด้วย
เหล่านักข่าวต่างคาดหวังให้ริเคนส์ผู้ขึ้นชื่อเรื่องไม่เคยแสดงอารมณ์ใดๆ แสดงปฏิกิริยาอันน่าตื่นเต้นสะเทือนอารมณ์ต่อการตายของพ่อแม่ เพราะยิ่งเร้าอารมณ์มากเท่าไหร่ หนังสือพิมพ์ก็ยิ่งขายดีขึ้นเท่านั้น
แน่นอนว่าริเคนส์เองก็รู้สันดานของพวกนักข่าวเหล่านี้ดี
เขาซ่อนอารมณ์ความรู้สึกเอาไว้อย่างคุ้นชิน แล้วสรุปรายงานสถานการณ์ของคดีอย่างเงียบขรึม
“……ด้วยเหตุนี้ การไต่สวนพิจารณาคดีของท่านเคานต์ไฮเซอร์ กอร์ จึงมีกำหนดการที่จะจัดขึ้นในอีกสามวันให้หลังครับ”
ริเคนส์มองเหล่านักข่าวด้วยสายตาเรียบเฉย
“มีคำถามไหมครับ”
พวกนักข่าวต่างแย่งกันยกมือขึ้นอย่างพร้อมเพรียง
ริเคนส์ชี้เลือกหนึ่งคนในบรรดานั้น
“ตอนนี้ท่านมีความรู้สึกอย่างไรบ้างครับ”
“ผมไม่รับคำถามส่วนตัวครับ”
เมื่อได้ยินคำตอบอันเย็นชา นักข่าวผู้เอ่ยถามก็คอตกรู้สึกผิดหวังทันที
ไม่ว่าจะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ ริเคนส์ก็เลือกชี้ไปยังนักข่าวอีกคน
“คิดว่าจะมีการลงโทษท่านเคานต์ไฮเซอร์ กอร์ อย่างไรบ้างครับ”
“ผลการตัดสินคดีไม่อยู่ในขอบเขตอำนาจของกองอัศวินครับ”
“แล้วเรื่องบรรดาศักดิ์และทรัพย์สินของตระกูลกอร์ คาดว่าจะมีการจัดการอย่างไรต่อไปครับ”
“เรื่องนั้นก็ต้องรอให้ผลการตัดสินออกมาเสียก่อนจึงจะตอบได้ครับ”
ในตอนนั้นเอง นักข่าวหนุ่มคนหนึ่งก็ยกมือขึ้นสูงทันที
“ได้ยินมาว่าคดีในครั้งนี้มีผู้ช่วยคนสำคัญอยู่ด้วยใช่ไหมครับ!”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ริเคนส์ที่ชะงักไปเล็กน้อยก็ตอบกลับมาแต่โดยดีด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง
“ถูกต้องแล้วครับ”
“พอจะช่วยเล่าเกี่ยวกับผู้ช่วยคนนั้นให้ฟังหน่อยได้ไหมครับ”
“ก่อนอื่น ผมขอแจ้งให้ทราบว่าได้รับการยินยอมในการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของผู้ช่วยมาล่วงหน้าแล้วครับ”
สิ้นคำกล่าวนั้น เหล่านักข่าวที่รู้ทันว่าในที่สุดก็มีเรื่องเด็ดให้เอาไปเล่นข่าวได้แล้ว ต่างก็พากันตาเป็นประกายแวววาว
“ผู้ช่วยคนสำคัญคนนั้นมีชื่อว่าอะไรกันแน่ครับ!”
“เธอได้ช่วยให้ความร่วมมือในส่วนไหนเป็นรูปธรรมบ้างครับ”
ริเคนส์มองลงไปยังเหล่านักข่าวพลางใคร่ครวญคำพูดในลำคอครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เอ่ยปากออกมา
“อันดับแรก ผู้ช่วยคนดังกล่าว…… เป็นสตรีที่มีนามว่า ‘โรดี้’ ครับ”
คำพูดนั้นทำให้เหล่านักข่าวเริ่มส่งเสียงพึมพำอื้ออึง
“โรดี้?”
“ไม่มีนามสกุลนี่ สามัญชนงั้นเหรอ?”
“แต่รู้สึกเหมือนเคยได้ยินชื่อนี้จากที่ไหนมาก่อนเลยนะ……”
ทันใดนั้น ก็มีใครคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก
“มะ-ไม่ทราบว่าสตรีที่ชื่อ ‘โรดี้’ คนนั้น หมายถึงบุตรสาวคนรองที่เพิ่งถูกขับไล่ออกจากตระกูลดยุคเอวองต์เมื่อไม่นานมานี้หรือเปล่าครับ?!”
ริเคนส์เหลือบมองนักข่าวที่ยิงคำถามนั้น พอคิดว่าดูคุ้นหน้าอยู่บ้าง ที่แท้ก็เป็นนักข่าวจากสำนักพิมพ์ที่รับผิดชอบทำข่าวเรื่องราวของพวกขุนนางเป็นหลักนี่เอง
“ถูกต้องแล้วครับ”
บรรดานักข่าวและผู้คนที่มามุงดูต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
โรดี้ เอวองต์
เธอเป็นคนมีชื่อเสียงในเมืองหลวง
ในฐานะนางร้ายผู้อาละวาดทำตัวชั่วร้ายในแวดวงสังคมชั้นสูง และคอยรังแกเลดี้ซิโมเน่ เกรเทีย ผู้แสนอ่อนโยนและมีเมตตาต่อเหล่าสามัญชนอยู่เสมอ
ในตอนที่เธอถูกขับไล่ออกจากตระกูล พาดหัวข่าวหน้าแรกของหนังสือพิมพ์ก็คือข้อความนี้
-นางร้ายแห่งแวดวงสังคมชั้นสูง ถูกเนรเทศแล้ว!
การปราบคนชั่วเชิดชูคนดีเป็นประเด็นยอดนิยมอยู่เสมอ
หนังสือพิมพ์ในตอนนั้นขายดีเป็นเทน้ำเทท่า และประชาชนในจักรวรรดิต่างพากันคลั่งไคล้ข่าวนี้
เมื่อสัมผัสได้ถึงข่าวใหญ่ที่จะทำยอดขายถล่มทลายอีกครั้ง สายตาและมือของเหล่านักข่าวจึงขยับกันอย่างวุ่นวาย
“ชะ-ช่วยเล่าให้ละเอียดกว่านี้หน่อยได้ไหมครับ!”
“แน่ใจหรือครับว่าเธอช่วยในการจับกุมคนร้ายจริงๆ ไม่ใช่การไปเกะกะขัดขวางน่ะ?”
“ครับ คุณโรดี้ได้ให้ความช่วยเหลืออย่างกระตือรือร้นตลอดขั้นตอนการสืบสวนคดี และด้วยความช่วยเหลือของเธอก็ทำให้เราสามารถช่วยเหลือท่านหญิงวิโอเล็ตที่ถูกลักพาตัวไปกลับมาได้อย่างปลอดภัย”
ทุกคนต่างจดจ่ออยู่กับคำพูดของริเคนส์
“เธอยอมเอาตัวเองเป็นเหยื่อล่อเพื่อจับกุมคนร้ายด้วยความสมัครใจ อีกทั้งยังยอมอดทนต่ออาการบาดเจ็บในระหว่างนั้นเพื่อปกป้องตัวประกันเอาไว้ครับ”
ได้ยินเช่นนั้น คนที่มามุงดูซึ่งสวมเสื้อคลุมคลุมศีรษะอยู่คนหนึ่งก็สะดุ้งตัวโยน
ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นโรดี้ที่แอบออกมาดูลาดเลานั่นเอง
เมื่อได้ยินคำพูดของริเคนส์ เธอก็ก้มหน้าลงต่ำพลางกลอกตาไปมา
‘ฉัน…… ไม่ได้บาดเจ็บตรงไหนเลยนี่นา?’
อย่างมากที่สุดก็แค่ข้อมือถลอกนิดหน่อยเพราะเชือกเส้นหนาก็เท่านั้น
เธอคอยสังเกตท่าทีพลางเหลือบสายตาขึ้นมองริเคนส์
เขายังคงพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบยิ่ง
“ทางกองอัศวินมีกำหนดการที่จะยกย่องเชิดชูและมอบรางวัลตอบแทนแก่ผลงานอันกล้าหาญของเธอต่างหาก และ…….”
โรดี้เม้มริมฝีปากแน่นเพื่อไม่ให้เผลอหลุดหัวเราะออกมา
‘นี่เขากำลังช่วยโกหกเพื่อฉันอยู่เหรอเนี่ย?’
คนอย่างริเคนส์ผู้เกรียงไกรคน ‘นั้น’ เนี่ยนะ?
“คิกๆ ……”
เธอพยายามกลั้นยิ้มอย่างสุดความสามารถโดยการเม้มปากไว้แน่นเพื่อไม่ให้เป็นที่สะดุดตา
เขาเอ่ยคำโกหกออกมาได้อย่างหน้าตาเฉยเสียจน ขนาดเธอยังรู้สึกเหมือนจะเคลิ้มตามว่าตัวเองได้สร้างวีรกรรมอันยิ่งใหญ่เอาไว้จริงๆ เลย
‘ริเคนส์ นายโกหกเก่งกว่าที่คิดนะเนี่ย’
เห็นเป็นคนรักความสมบูรณ์แบบและเจ้าระเบียบขนาดนั้น ก็นึกว่าจะไม่ยอมพูดโกหกเสียอีก
‘อย่าบอกนะ ว่าทำไปเพื่อช่วยกอบกู้ชื่อเสียงให้ฉันน่ะ’
รู้หรอกนะว่าช่วงนี้ริเคนส์มีท่าทีอ่อนลงกับเธอขึ้นมาก แต่ก็ไม่คิดเลยว่าจะยอมทำถึงขนาดนี้
ไม่ว่าเธอที่แฝงตัวอยู่ในฝูงชนจะแอบขำอยู่หรือไม่ เหล่านักข่าวต่างก็พากันจดคำพูดของริเคนส์ลงในสมุดโน้ตอย่างขะมักเขม้นพลางตาลุกวาว
‘นี่มันสกู๊ปข่าวเด็ดชัดๆ!’
เท่าๆ กับที่ผู้คนชอบเรื่องราวของธรรมะชนะอธรรม การกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีก็เป็นประเด็นชั้นยอดเช่นกัน
นักข่าวนับสิบๆ คนที่รวมตัวกันอยู่ ณ ลานกว้างต่างพากันนึกหัวข้อข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ขึ้นมาในหัว
……และในวันถัดมา เหล่าเด็กขายหนังสือพิมพ์ตามท้องถนนก็พากันตะโกนก้อง
“หนังสือพิมพ์ฉบับพิเศษครับ ฉบับพิเศษ! ไม่ได้อ่านแล้วจะเสียใจไปตลอดชีวิตนะคร้าบ!”
หญิงสาวคนหนึ่งที่สวมเสื้อคลุมคลุมศีรษะยื่นเหรียญออกไปพลางเอ่ยขึ้น
“ขอฉบับหนึ่งค่ะ”
“ครับ ขอบคุณมากครับ!”
โรดี้ปล่อยให้น้ำเสียงที่กระตือรือร้นนั้นลอยอยู่เบื้องหลัง แล้วก้มลงอ่านหน้าแรกของหนังสือพิมพ์
พาดหัวตัวเบ้อเริ่มเขียนเอาไว้เช่นนี้
-นางร้าย หวนคืนในฐานะวีรสตรีงั้นหรือ?!
กำลังโหลดความเห็น...