ตอนที่ 31 05. ที่ดินทำเลทอง
เรื่องหลังจากนั้นดำเนินไปอย่างราบรื่นรวดเร็ว
ขณะกำลังร่างสัญญาเกี่ยวกับการซื้อคฤหาสน์เดิม ริเคนส์ก็เอ่ยถามขึ้น
“หลังจากนี้คิดจะไปพักอยู่ที่ไหนหรือ?”
“ว่าจะพักที่โรงเตี๊ยมไปสักพักน่ะค่ะ”
มือของริเคนส์ที่กำลังจัดเอกสารสัญญาพลันชะงักไป
“ที่โรงเตี๊ยมงั้นหรือ?”
โรดี้พยักหน้าด้วยสีหน้าราวกับจะบอกว่ามีปัญหาอะไรตรงไหน
“ค่ะ ที่โรงเตี๊ยม”
“ฉันไม่ค่อยอยากแนะนำเท่าไรเลย”
“คะ?”
“มันมีเรื่องปัญหาความปลอดภัยอยู่ไม่ใช่หรือ”
โรดี้ทำสีหน้าราวกับคิดว่าเขาช่างกังวลไม่เข้าเรื่อง
“ฉันมีเงินนี่คะ อีกอย่างก็จะไปพักที่โรงเตี๊ยมหรูๆ ด้วย คงไม่เป็นไรหรอกค่ะ”
“นั่นแหละที่ยิ่งเป็นปัญหา หญิงสาวอายุน้อยที่มีเงินก้อนโตแถมยังพักที่โรงเตี๊ยมเพียงลำพังเนี่ยนะ”
โรดี้กลอกตาไปมา
“เรื่องเงินก็แค่เอาไปฝากธนาคารไว้ก่อน ส่วนเรื่องความปลอดภัย ก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไรถ้าไปพักในที่แพงๆ ไม่ใช่หรือคะ?”
ริเคนส์เคาะนิ้วชี้ลงบนโต๊ะเบาๆ คล้ายกับไม่สบอารมณ์ในคำตอบอันแสนสบายใจเฉิบนั้น
“แต่จากเรื่องเมื่อเร็วๆ นี้ทำให้เธอกลายเป็นคนมีชื่อเสียงไปแล้ว ไม่ใช่แค่คนทั่วไปแต่รวมถึงพวกนักข่าวด้วย... ต่อให้เป็นโรงเตี๊ยมหรูหราแค่ไหนก็คงกักตัวพวกนักข่าวไม่ให้เข้าออกไม่ได้หรอก”
มันก็เป็นคำพูดที่ถูกต้องอยู่หรอก
“แต่ว่านอกจากโรงเตี๊ยมแล้ว ฉันก็ไม่มีสถานที่ที่จะพอไปพึ่งพาอาศัยได้เลยนี่คะ... อ๊ะ”
โรดี้ที่พูดมาถึงตรงนั้นก็นึกขึ้นได้ถึงตราประทับของ ‘ค่ำคืนแห่งความมั่งคั่ง’ ที่เคยได้รับจากนอยเอนในอดีต
‘ถ้าได้รับความช่วยเหลือจากค่ำคืนแห่งความมั่งคั่ง อาจจะหาที่พักที่ปลอดภัยได้ก็ได้นะ’
แต่จะขอรับความช่วยเหลือกับเรื่องแค่นี้จะดีหรือ
‘เก็บไว้ขอความช่วยเหลือในสถานการณ์ที่ฉุกเฉินกว่านี้น่าจะดีกว่าหรือเปล่านะ’
“มีที่ที่พอจะไปพักอยู่แล้วงั้นหรือ”
ในเบื้องต้นโรดี้จึงเอ่ยคำตอบที่คิดอยู่ในหัวออกมา
“ถ้าขอความช่วยเหลือจากสมาคมการค้าค่ำคืนแห่งความมั่งคั่งล่ะคะ”
ริเคนส์แสดงสีหน้าประหลาดใจ
“ค่ำคืนแห่งความมั่งคั่งงั้นหรือ ดูเหมือนเธอจะเคยไม่ถูกกับหัวหน้าสมาคมการค้ายูบาร์ไม่ใช่หรือไง”
“เมื่อไม่นานมานี้คืนดีกันแล้ว และตกลงเป็นเพื่อนกันแล้วค่ะ”
เขาพึมพำด้วยสีหน้าที่คาดเดาความคิดไม่ออก
“เพื่อน งั้นหรือ…”
โรดี้เอียงคอ
“แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันนะคะว่าจะขอความช่วยเหลือในเวลาแบบนี้ได้หรือเปล่า เพราะไม่ได้เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินอะไรขนาดนั้นด้วย”
ริเคนส์ที่มองดูเธออย่างพินิจอยู่ครู่หนึ่งจึงโพล่งออกมา
“ไปพักที่คฤหาสน์มักเซตาสิ”
โรดี้เบิกตากว้างพลางสงสัยในหูตัวเอง
“คะ”
“ก็แค่ให้คนทำความสะอาดห้องพักแขกไว้ห้องหนึ่งก็สิ้นเรื่อง”
เธอโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน
“ไม่ค่ะ ไม่ ฉันจะไปรบกวนขนาดนั้นไม่ได้หรอกนะคะ”
ริเคนส์กลับแสดงสีหน้าไม่สบอารมณ์ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
“ยกห้องให้ห้องเดียวจะเรียกว่ารบกวนได้อย่างไร แต่เดิมห้องพักแขกก็มีเหลือเฟืออยู่แล้ว”
โรดี้กลอกตาไปมา
“แต่ว่า ท่านดยุคเองก็คงจะไม่ชอบใจด้วยเหมือนกัน…”
“ตรงกันข้าม ท่านคงจะดีใจเสียอีกที่มีเพื่อนคุยเพิ่มขึ้น”
“ถ้าเกิดมีข่าวลือแปลกๆ แพร่งพรายออกไปจนฉันไปขัดขวางเส้นทางการแต่งงานของท่านเซอร์จะทำอย่างไรล่ะคะ ยิ่งเป็นเรื่องที่ท่านดยุคกังวลอยู่ด้วย”
ริเคนส์หัวเราะหึออกมา
“พวกคนรับใช้ปากหนักกันทุกคนไม่ต้องเป็นห่วงหรอก อีกอย่าง เส้นทางการแต่งงานที่จะต้องมาพังลงเพราะเธอก็ไม่มีอยู่แต่แรกแล้วด้วย”
โรดี้เอียงคอพลางจ้องมองริเคนส์ตาแป๋ว ก่อนจะพยักหน้าเข้าใจในที่สุด
“ก็นั่นสินะคะ ถ้าท่านเซอร์คิดจะแต่งขึ้นมาละก็…… ต่อให้แต่งสักสิบครั้งก็คงยังได้”
รวยก็รวย หน้าตาก็ดี ความสามารถก็ล้นเหลือ
คำพูดของเธอทำเอาสีหน้าของริเคนส์เต็มไปด้วยความพูดไม่ออก
“สรุปว่าเธอมองฉันเป็นคนยังไงกันแน่”
เขาตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ
“ในพจนานุกรมของฉันไม่มีคำว่าหย่าหรอกนะ”
โรดี้ซึ่งมีมุมมองของสังคมยุคใหม่โดยพื้นฐานตอบสนองด้วยความกังขา
“ใจคนเราไม่มีใครรู้หรอกนะคะ”
ขนาดในตลาดการหาคู่อย่างอิสระ อัตราการหย่าร้างยังพุ่งสูงขนาดนั้น…… แถมในจักรวรรดิแห่งนี้ก็ไม่ได้ถือว่าการหย่าเป็นเรื่องต้องห้ามอะไรสักหน่อย
“…….”
ริเคนส์ยิ่งแสดงสีหน้าเอือมระอามากกว่าเดิม
“พูดจาไร้สาระไม่หยุดเลยนะ”
……ไม่รู้เลยจริงๆ ว่าบทสนทนามันเลยเถิดมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร
เขาแสร้งกระแอมไอเบาๆ ราวกับต้องการเปลี่ยนเรื่องคุย
“เอาเป็นว่าเธอก็ไม่ใช่ผู้ปกครองของฉัน ไม่จำเป็นต้องมาคอยกังวลเรื่องการแต่งงานของฉันหรอก”
‘นั่นสินะ หนูจะไปมัวห่วงแมวทำไมกัน’
โรดี้ยอมรับความจริงอย่างรวดเร็ว
ตัวเองไม่ใช่แม่ของเขาสักหน่อย แต่กลับไปห่วงเรื่องแต่งงานของเขา คิดดูแล้วก็จุ้นจ้านเกินไปจริงๆ นั่นแหละ
“จริงด้วยค่ะ ฉันแส่ไม่เข้าเรื่องเอง”
“เธอคือผู้มีพระคุณของตระกูลมักเซตา แค่เปิดห้องพักรับรองแขกให้ห้องหนึ่งไม่ใช่เรื่องลำบากอะไรเลย”
ริเคนส์มองโรดี้ด้วยแววตาจริงจัง
“ในทางกลับกัน ถ้าบทสัมภาษณ์ที่ฉันให้ไปทำให้เกิดอันตรายต่อตัวเธอขึ้นมาข้างนอกนั่น นั่นแหละเรื่องใหญ่ ท่านปู่เองก็คงจะเป็นห่วงมากแน่ๆ”
เขาเอ่ยปากถึงขนาดนี้ หากยังปฏิเสธต่อไปก็คงจะเสียมารยาทแล้ว
‘แถมการที่มีพวกนักข่าวคอยตามตื๊อก็น่ารำคาญจริงๆ นั่นแหละ’
ไปสืบรู้ที่อยู่มาได้อย่างไรก็ไม่รู้ ช่วงนี้พวกนักข่าวถึงได้มาคอยด้อมๆ มองๆ อยู่แถวคฤหาสน์ตลอดเวลา
‘ถ้าไปพักที่คฤหาสน์ดยุค ก็คงไม่ต้องคอยระแวงสายตาพวกนักข่าวด้วย’
ไม่มีเหตุผลให้ต้องปฏิเสธอีกต่อไป
โรดี้ลากเสียงท้ายประโยคเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างหน้าทะเล้น
“งั้นนน…… ขอฝากเนื้อฝากตัวสักระยะนะคะ?”
ราวกับพอใจที่เธอตอบตกลง ริเคนส์จึงคลี่ยิ้มบางๆ
“ฉันจะดูแลต้อนรับเป็นอย่างดี ไม่ให้มีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง”
ทั้งที่กังวลว่าท่านดยุคผู้เป็นห่วงเรื่องการแต่งงานของหลานชายอยู่เสมอจะรู้สึกลำบากใจ แต่วิลเลียมกลับออกมารอต้อนรับถึงหน้าประตูคฤหาสน์ด้วยตนเองอย่างเหนือความคาดหมาย
“ยินดีต้อนรับ คุณโรดี้!”
แถมดูท่าทางจะอารมณ์ดีมากเสียด้วย
โรดี้ก้มศีรษะลงเล็กน้อยเพื่อแสดงความเคารพ
“ขอบพระคุณสำหรับการต้อนรับอันอบอุ่นค่ะ ท่านดยุค ฉันจะรีบหาที่พักใหม่ให้เร็วที่สุดเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนนานจนเกินไปนะคะ”
วิลเลียมส่ายหน้า
“รบกวนอะไรกัน ไม่ใช่เลยสักนิด คุณโรดี้คือผู้มีพระคุณของตระกูลเราเชียวนะ คิดเสียว่าเป็นบ้านของตัวเองแล้วพักผ่อนตามสบายได้นานเท่าที่ต้องการเลย”
แม้จะรู้สึกซาบซึ้งใจกับคำตอบอันอบอุ่น ทว่าอีกใจหนึ่งโรดี้ก็ยังคงกังวล
“แต่ถ้าเกิดมีข่าวลือแปลกๆ แพร่ไปในแวดวงสังคม มันจะสร้างความเดือดร้อนให้ท่านดยุคและท่านผู้สืบทอดตำแหน่งดยุคเอาน่ะสิคะ”
วิลเลียมแย้มยิ้ม
“อ้อ กังวลเรื่องนั้นเองรึ? ไม่ต้องห่วงไปหรอก หากมีข่าวลือพิลึกพิลั่นเกิดขึ้นล่ะก็ ฉันจะสั่งให้เจ้าริเคนส์รับผิดชอบคุณโรดี้อย่างแน่นอน”
“……!”
คำพูดที่ไม่ได้คาดฝันทำเอาเธอแทบจะก้าวขาพลาดสะดุดล้ม
“ระ รับผิดชอบหรือคะ?”
วิลเลียมพยักหน้า
“อาจจะไปขัดขวางหนทางแต่งงานของคุณหนูผู้เป็นถึงผู้มีพระคุณของตระกูลแท้ๆ ย่อมต้องรับผิดชอบอยู่แล้วสิ”
“มะ ไม่ใช่นะคะ ในกรณีแบบนี้ฉันต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบไม่ใช่หรือ……?”
ขนาดพูดออกไปเอง โรดี้ยังสับสนเลยว่าประโยคที่ตนเพิ่งเอ่ยออกมานั้นมันสมเหตุสมผลหรือไม่
ทว่าตัววิลเลียมกลับยังคงดูสบายอกสบายใจ
“โอ้ สมกับเป็นคุณโรดี้จริงๆ บอกว่าจะรับผิดชอบดูแลเจ้าหลานชายผู้ไร้อารมณ์ของฉันไปตลอดชีวิตสินะเนี่ย ช่างน่าพึ่งพาเหลือเกิน”
ฉันไม่ได้พูดสักคำว่าตลอดชีวิตนะคะ… โรดี้กลอกตาเงียบๆ ก่อนจะตัดสินใจปิดปากเงียบ
หากต่อบทสนทนาไปแล้วท่านดยุคเกิดขอร้องให้รับผิดชอบอนาคตของหลานชายเข้าจริงๆ คงได้ลำบากแน่
‘ก็รู้อยู่หรอกว่าวิลเลียมกังวลเรื่องการแต่งงานของริเคนส์มากขนาดไหน’
แต่ไม่นึกเลยว่าจะถึงขั้นพยายามจับคู่เขากับตนเองที่กลายเป็นสามัญชนไปแล้วแบบนี้
‘ดูท่าจะกลุ้มใจหนักหนาสาหัสจริงๆ แฮะ’
หรือว่าเงื่อนไขของคนที่จะมาเป็นหลานสะใภ้ขอแค่เป็นผู้หญิงก็พอแล้วงั้นหรือ… หากคำนึงถึงระดับชั้นของตระกูลดยุคมักเซตาแล้ว นี่มันเป็นเงื่อนไขที่ใจกว้างเกินไปเสียด้วยซ้ำ
ระหว่างที่กำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อย ฝีเท้าของวิลเลียมก็หยุดลง
“ตรงนี้คือห้องที่คุณโรดี้จะพักนับจากนี้ไปนะ”
ท่านดยุคเปิดประตูออกด้วยตนเอง
“……!”
เมื่อมองเข้าไปภายในห้อง ดวงตาของเธอก็เบิกกว้างขึ้น
ห้องขนาดใหญ่นี้โอ่อ่าและหรูหรากว่าห้องที่โรดี้เคยอยู่ตอนพักในคฤหาสน์ดยุคเอวองต์เสียอีก
เธอเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
“ท่านดยุคคะ… ที่นี่คือห้องพักแขกจริงๆ หรือคะ”
“เปล่า แน่นอนว่านี่คือห้องรับรองแขกวีไอพียังไงล่ะ”
หากเป็นห้องรับรองแขกวีไอพี ย่อมต้องเป็นห้องที่เปิดให้เฉพาะแขกผู้สูงศักดิ์ยิ่งเท่านั้นแน่ๆ
วิลเลียมเอ่ยถาม
“ชอบห้องที่กว้างกว่านี้หรือ”
หากกว้างกว่านี้อีก เจ้าของห้องเดิมจะต้องเป็นใครกันล่ะเนี่ย
โรดี้ที่จู่ๆ ก็นึกกลัวขึ้นมาจึงรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธพัลวัน
“มะ ไม่ใช่ค่ะ ฉันแค่ตกใจที่คุณมอบห้องที่ดีเกินไปให้ต่างหากค่ะ”
อีกฝ่ายหัวเราะออกมาอย่างไม่ถือสา
“เรื่องแค่นี้เองจะเป็นไรไป คุณโรดี้เป็นผู้มีพระคุณของตระกูล ย่อมสมควรได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติอยู่แล้ว”
“ขะ ขอบคุณค่ะ”
ในตอนนั้นเอง วิลเลียมก็เผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาเล็กน้อย
“บอกไว้เป็นข้อมูลนะ เลี้ยวตรงหัวมุมตรงนั้นไปก็เป็นห้องของผู้สืบทอดตำแหน่งดยุคแล้วล่ะ”
“อะ เอ่อ…… รับทราบค่ะ?”
ทำไมถึงมาบอกตำแหน่งห้องของริเคนส์เอาในจังหวะนี้กันนะ
“ถ้ามีเรื่องอะไรที่ต้องให้เจ้าหลานชายช่วยก็แวะไปหาได้ตามสบายเลยนะ จะใช้งานเยี่ยงทาสเลยก็ยังได้”
ไม่ใช่คนรับใช้ของตระกูลสักหน่อย แต่บอกให้จิกหัวใช้ถึงระดับผู้สืบทอดตำแหน่งดยุคเนี่ยนะ นี่ไม่ใช่แค่ต้อนรับแขกแล้ว แต่ประเคนให้ประหนึ่งเป็นเจ้านายเลยต่างหาก
การได้รับการปรนนิบัติอย่างเลอค่าที่ไม่เคยได้สัมผัสแม้แต่ในบ้านตระกูลเดิม ทำให้โรดี้รู้สึกงุนงงอยู่บ้าง
วิลเลียมมองดูเธอพลางขยับปากมุบมิบราวกับอยากจะพูดอะไรต่ออีกสักหน่อย
‘ถ้าพล่ามไปมากกว่านี้ ยัยหนูนั่นจะคิดว่าตาแก่นี่ทำตัวจุ้นจ้านเกินเหตุหรือเปล่านะ’
ในไม่ช้า วิลเลียมก็เอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าเสียดาย
“ถ้าอย่างนั้น คุณโรดี้ พักผ่อนให้สบายเถอะนะ”
โรดี้ก้มศีรษะลงพลางมองดูเขาที่กำลังเดินจากไป
“ค่ะ ขอบคุณนะคะ”
กำลังโหลดความเห็น...