หากพูดถึงเรื่องเหมืองหินเวทมนตร์แล้ว ยูบาร์ก็ถือเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ต่างกัน โรดี้จึงเล่าเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้ให้ฟังจนหมดเปลือก
“อืม…… มีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นด้วยสินะครับ”
หลังจากได้ฟังคำบอกเล่าของเธอ ยูบาร์ก็มีสีหน้าลำบากใจ
“แน่นอนว่าทางหอคอยเวทมนตร์อาจจะเข้ามาขัดขวางก็เป็นได้ครับ”
โรดี้กลืนเสียงถอนหายใจลงคอ
“ฉันควรจะเกลี้ยกล่อมไคลูส ฟรูอิน่าให้ดีกว่านี้หรือเปล่านะ”
ยูบาร์ส่ายหน้า
“ไม่เลยครับ ยื่นเงื่อนไขการค้ามาแบบนั้น ดูยังไงก็คงไม่มีช่องว่างให้เจรจาต่อรองได้หรอกครับ”
เขาพูดเสริมราวกับจะช่วยปลอบใจ
“อีกอย่าง นิสัยของจอมเวทไคลูสก็ใช่ว่าจะรับมือได้ง่ายๆ เสียเมื่อไหร่”
แม้แต่ยูบาร์เองก็พอจะรู้จักชื่อเสียงเรียงนามของไคลูส ฟรูอิน่าอยู่บ้าง
‘มหาจอมเวทที่อายุน้อยที่สุด และเป็นตัวเต็งว่าที่เจ้าหอคอยเวทมนตร์คนต่อไป’
อีกทั้งยังมีข่าวลือหนาหูว่าเขามีนิสัยจู้จี้จุกจิกและอ่อนไหวจนเกินเหตุ ตามประสาของพวกที่ถูกยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะมาตั้งแต่เด็ก
“จริงอยู่ที่คนระดับนั้นออกหน้ามาด้วยตัวเองก็นับว่าเป็นเรื่องน่าประหลาดใจอยู่หรอกครับ แต่ว่า……”
“นั่นสินะ”
โรดี้ที่นิ่งคิดไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยปาก
“ยูบาร์ พอนายจะช่วยสืบเรื่องนี้ให้ลึกกว่าเดิมหน่อยได้ไหม”
“มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่าครับ”
“มันเป็นแค่ลางสังหรณ์น่ะ แต่ฉันรู้สึกว่าความเคลื่อนไหวของหอคอยเวทมนตร์มันแปลกๆ โดยเฉพาะการที่ไคลูส ฟรูอิน่ายอมออกหน้ามาด้วยตัวเองแบบนี้มันน่าสงสัยมาก ปกติแล้วเขาไม่ใช่คนที่จะยอมมาทำงานเบ๊แบบนี้สักหน่อย”
“เรื่องนั้นก็จริงครับ”
ข้อสันนิษฐานของโรดี้เป็นสิ่งที่ยูบาร์เองก็เห็นพ้องด้วยเช่นกัน
“เข้าใจแล้วครับ ผมจะลองสืบหาข้อมูลเพิ่มเติมดูให้”
“อืม ระวังตัวไว้หน่อยก็ดีนะ อะไรก็เกิดขึ้นได้”
ยูบาร์คลี่ยิ้มออกมาบางๆ
“ไม่ต้องกังวลไปหรอกครับ ต่อให้เกิดปัญหาขึ้นมา ทางค่ำคืนแห่งความมั่งคั่งก็จะจัดการให้เรียบร้อยเอง”
เป็นคำตอบที่ชวนให้รู้สึกอุ่นใจเหลือเกิน
โรดี้พยักหน้าด้วยสีหน้าที่คลายความกังวล
หลังจากนั้น ไคลูสก็ไม่โผล่มาอีกเลย
‘หอคอยเวทมนตร์แค่ลองแหย่ดูเฉยๆ งั้นเหรอ’
โรดี้ที่เผื่อใจไว้รับมือแม้กระทั่งความเป็นไปได้หนึ่งในหมื่นส่ายหน้าไปมาในทันที
‘เรื่องที่ด่วนที่สุดตอนนี้คือที่อยู่ที่อาศัยนี่แหละ’
โชคดีที่เธอหาคฤหาสน์ที่มีคุณสมบัติตรงตามที่ต้องการได้แล้ว
ในตอนที่แผนการย้ายบ้านเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาระดับหนึ่ง ริเคนส์ก็เรียกเธอไปที่ห้องทำงานได้จังหวะพอดิบพอดี
“มีเรื่องอะไรเหรอคะ”
“ขอโทษด้วยที่ต้องให้มาหาด้วยตัวเอง”
โรดี้หัวเราะออกมาสั้นๆ
“ไม่ได้ไกลอะไรเลย ไม่ต้องใส่ใจหรอกค่ะ พอดีฉันก็มีเรื่องจะคุยด้วยเหมือนกัน”
“เรื่องจะคุย?”
“ไม่ได้มีอะไรมากหรอกค่ะ แค่ได้คฤหาสน์ที่จะย้ายไปอยู่แน่นอนแล้วน่ะค่ะ”
“ย้ายบ้าน?”
น้ำเสียงของเขาฟังดูเหมือนไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้มาก่อนเลยสักนิด จนกลับกลายเป็นโรดี้ที่รู้สึกประหม่าขึ้นมาแทน
“จะให้ฉันอยู่คฤหาสน์มักเซตาไปตลอดก็ไม่ได้นี่คะ”
“จะอยู่ต่อไปก็ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่”
“ฉันเกรงใจน่ะค่ะ”
ริเคนส์ทำสีหน้าราวกับอยากจะพูดอะไรต่ออีก ทว่าคำถามของโรดี้กลับเอ่ยขัดขึ้นมาเสียก่อน
“แล้วที่เรียกฉันมามีเรื่องอะไรเหรอคะ”
“อ่า… กำหนดการพิธีสืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลได้ข้อสรุปแล้วน่ะ”
เร็วกว่าที่คิดเอาไว้เสียอีก โรดี้เบิกตากว้างขึ้นด้วยความประหลาดใจ
“ว้าว ยินดีด้วยนะคะ”
ริเคนส์ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เอ่ยปากออกมาอย่างเชื่องช้า
“หลังจากพิธีสืบทอดตำแหน่งจะมีงานเลี้ยงฉลองน่ะ ฉันเลยอยากมอบบัตรเชิญนี้ให้เธอด้วย”
เขาเอ่ยพลางยื่นบัตรเชิญสุดหรูหราออกมาให้
โรดี้เอียงคอเล็กน้อย
“ที่แบบนั้นฉันจะไปร่วมงานได้จริงๆ หรือคะ”
“ไม่มีเหตุผลที่ผู้มีพระคุณของมักเซตาจะไปร่วมงานไม่ได้นี่ ท่านปู่เองก็ดูเหมือนจะอยากให้เธอไปเช่นกัน”
โรดี้จ้องมองบัตรเชิญด้วยสีหน้าครุ่นคิด
‘ฉันเองก็อยากไปร่วมแสดงความยินดีที่ริเคนส์ได้เป็นดยุคอยู่หรอกนะ’
แต่ปัญหาคือหากเป็นงานเลี้ยงฉลองของตระกูลมักเซตาแล้วล่ะก็ บรรดาขุนนางชั้นสูงทั้งหลายคงจะมาร่วมงานกันครบครันแน่ๆ
‘และแน่นอนว่าต้องมีตระกูลเอวองต์อยู่ด้วยแหงๆ’
ริเคนส์ที่สังเกตเห็นความกังวลของเธอจึงเอ่ยเสริมขึ้นมา
“จะไม่เกิดเรื่องน่ารำคาญใจขึ้นหรอก”
ริเคนส์ผุดรอยยิ้มเย็นชาขึ้นมาอย่างหาได้ยาก
“คงไม่มีใครใจกล้าบ้าบิ่นพอที่จะกล้าดูหมิ่นแขกวีไอพีของมักเซตาหรอก ถึงแม้จะมีก็เถอะ……”
“ถึงมีแล้วจะทำไมหรือคะ”
“ก็ต้องชดใช้อย่างสาสมไงล่ะ”
‘เลือดเย็นชะมัด’
เมื่อพิจารณาจากนิสัยที่ไม่เคยพูดจาเหลวไหลของเขาแล้ว นี่ก็นับเป็นหลักประกันที่มั่นคงที่สุดเลยทีเดียว
ในเมื่อเขาแสดงความจริงใจถึงขนาดนี้ เธอคงไม่อาจใจร้ายใจดำปฏิเสธได้ลงคอ
‘พูดตามตรง ก็อยากไปร่วมงานเลี้ยงฉลองที่ริเคนส์ได้เป็นดยุคด้วยล่ะนะ’
โรดี้พยักหน้าพลางคิดคำนวณในใจว่าจะเตรียมอะไรไปเป็นของขวัญดี
“ถ้าอย่างนั้นฉันขอน้อมรับคำเชิญด้วยความยินดีค่ะ”
“โล่งอกไปที แล้วตกลงว่าย้ายไปอยู่ที่ไหนล่ะ”
“เขต 3 บ้านเลขที่ 15 ค่ะ หลังคาสีแดงคงมองเห็นได้แต่ไกลเลยล่ะค่ะ”
เมื่อได้ยินที่อยู่ ริเคนส์ก็เอ่ยปากขึ้นมา
“ฉันมีเรื่องที่สงสัยอยู่น่ะ”
“ค่ะ”
“ฉันแวะไปเที่ยวหาบ้างได้ไหม”
คำถามที่ไม่คาดคิดทำให้โรดี้สะดุ้งตัว
“คะ?”
ริเคนส์เอ่ยสำทับด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ฉันจะเตรียมของขวัญติดไม้ติดมือไปด้วย”
“ถึงจะมามือเปล่าก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แต่ว่า……”
ไม่สิ นี่ไม่ใช่เวลาจะมาตอบแบบนี้นี่นา
“อยากมาเที่ยวหาจริงหรือคะ ถ้าเทียบกับคฤหาสน์มักเซตาแล้ว ที่นั่นเล็กนิดเดียวเองนะคะ ท่านอาจจะรู้สึกอึดอัดก็ได้”
ริเคนส์ตอบกลับด้วยสีหน้าที่ฉายแววใคร่รู้
“ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังอยากเห็นอยู่ดี”
โรดี้กลอกตาไปมา
‘เกิดนึกอยากสัมผัสชีวิตสามัญชนขึ้นมาหรือไงนะ’
แม้อยากจะปฏิเสธความสนใจที่เกินพอดีนี้ไปเสีย ทว่าการบอกปัดอย่างไร้เยื่อใยก็ทำให้เธอรู้สึกผิดต่อมโนธรรมในใจ
‘เรามาอาศัยอยู่ในคฤหาสน์ของริเคนส์ตั้งนานแค่ไหนแล้วล่ะ’
อีกทั้งเขายังคอยจัดเตรียมอาหารราคาแพงให้ทุกมื้อ แถมยังมีสาวใช้คอยรับใช้อีกต่างหาก
หากมาปฏิเสธเอาในสถานการณ์แบบนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับคนเนรคุณไม่รู้คุณคนน่ะสิ
“จะแวะมา…… เที่ยวก็ได้ค่ะ”
‘ปกติเขาเป็นคนที่ยุ่งจะตายไป ถ้าจะมาจริงๆ จะแวะมาได้สักกี่ครั้งกันเชียว’
อย่างมากก็คงแค่ครั้งสองครั้งแล้วก็จบไปเอง
ในระหว่างที่เธอกำลังคิดอย่างสบายใจ แววตาของริเคนส์ที่ได้รับคำอนุญาตก็ทอประกายแปลกประหลาดขึ้นวูบหนึ่ง
ความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยนั้นพลันเลือนหายไปทันทีที่โรดี้คิดจบแล้วเงยหน้าขึ้น
“มีอะไรที่ต้องการตอนย้ายเข้าไหม”
“ไม่มีค่ะ เดิมทีฉันก็แทบไม่มีสัมภาระอะไรอยู่แล้วด้วย”
“ท่านปู่คงรู้สึกใจหายแย่”
โรดี้ยิ้มออกมาบางๆ
“ฉันจะกราบเรียนท่านเป็นอย่างดีค่ะ”
ไม่นานหลังจากนั้น โรดี้ก็ได้รับจดหมายขนาดยาวจากยูบาร์
‘อย่าบอกนะว่าที่คาดไว้ดันเป็นจริงขึ้นมาน่ะ’
ปล่อยไว้แบบนี้เรื่องอาจจะบานปลายได้ เธอไม่อาจเก็บเรื่องนี้ไว้รู้เพียงคนเดียวได้อีกต่อไปแล้ว
โรดี้จึงแอบนำรายงานฉบับนั้นไปให้ริเคนส์ดูอย่างแนบเนียน
“บอกไว้ก่อนนะคะว่านี่เป็นข้อมูลที่ฉันวานให้ยูบาร์ช่วยตรวจสอบมา”
นั่นหมายความว่าเป็นข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือสูงมาก
เมื่ออ่านรายงานจนจบ ริเคนส์ก็เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าที่ไม่อาจคาดเดาความรู้สึกได้
“……แม้จะยังไม่ใช่เรื่องที่แน่ชัด แต่ฉันจะเก็บไว้ใช้อ้างอิงสำหรับเรื่องในภายภาคหน้าแล้วกัน”
เวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดก็ถึงวันที่โรดี้ต้องย้ายออก
“ใจหายจริงเชียว……”
วิลเลียมที่ออกมาส่งด้วยตัวเองมองดูรถม้าที่กำลังขนสัมภาระของเธอขึ้นไปด้วยสีหน้าแสนเสียดาย
“คนแก่อย่างฉันคงต้องกลับไปอุดอู้อยู่ในคฤหาสน์หลังนี้กับเจ้าหลานชายปากหนักนั่นอีกแล้วสินะ เฮ้อ……”
“ถ้าไม่รังเกียจก็เรียกหาฉันได้บ่อยๆ เลยนะคะ”
สีหน้าของวิลเลียมดูสดใสขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดของโรดี้
“จะมาหาจริงๆ รึ ขอยกงานทั้งหมดให้เจ้าหลานชายไปแล้วก็รู้สึกเหงาปากอยู่พอดี”
ดยุคที่เอ่ยเช่นนั้นดูเหมือนจะเอ็นดูโรดี้ประหนึ่งหลานสาวแท้ๆ เพราะช่วงเวลาที่พักอยู่ที่นี่ เธอมักจะคอยอยู่เป็นเพื่อนคุยให้อยู่เสมอ
“แน่นอนค่ะ ฉันเองก็ยินดีเช่นกัน”
วิลเลียมปรายตาไปมองหลานชายที่ยืนนิ่งเงียบอยู่ข้างๆ
“เจ้าหมอนี่ต้องรีบแต่งงานให้เร็วขึ้นสักวัน คฤหาสน์นี้จะได้กลับมาครึกครื้นมีชีวิตชีวาบ้าง”
ริเคนส์ปล่อยให้เสียงบ่นที่เริ่มคุ้นหูเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไป
วิลเลียมบ่นอุบอิบว่าเป็นเจ้าเด็กไร้ชีวิตชีวาเหมือนเดิม ก่อนจะกุมมือโรดี้เอาไว้ด้วยความรู้สึกที่ยังคงอาลัยอาวรณ์
“จะว่าไป ช่วงนี้ในแวดวงสังคมชั้นสูงค่อนข้างเอะอะมะเทิ่งเรื่องของคุณโรดี้อยู่พอควรเลยนี่……”
เขายิ้มออกมาอย่างมีเลศนัย
“หากมีเรื่องลำบากใจก็บอกฉันได้ตลอดเลยนะ ไม่ว่าหน้าไหนฉันก็จะจัดการให้เอง เรื่องพรรค์นี้น่ะฉันถนัดนักล่ะ”
“ขะ ขอบคุณค่ะ”
โรดี้กล่าวขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนที่เกินความคาดหมาย
ถึงแม้เขาจะวางมือไปแล้ว แต่อิทธิพลทางการเมืองของเขาก็น่าจะยังคงทรงพลังอยู่
‘ได้ผู้ช่วยที่พึ่งพาได้มาคนหนึ่งแล้วสิ’
โรดี้คลี่ยิ้มออกมา
“ขอบพระคุณที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นตลอดเวลาที่ฉันพักอยู่ที่คฤหาสน์นี้นะคะ ฉันมีความสุขมากจนรู้สึกเหมือนได้มี ‘บ้าน’ จริงๆ เลยค่ะ”
นั่นไม่ใช่คำประจบสอพลอ แต่เป็นความรู้สึกจากใจจริง
‘ก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็รู้สึกเหมือนเดินอยู่บนขวากหนามตลอดเวลาเลยนี่นะ’
ไม่ว่าจะในชาติก่อนหรือชาตินี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกอบอุ่นใจเวลาได้พักอาศัยอยู่ที่ไหนสักแห่ง
ระหว่างที่กล่าวลากันอยู่นั้น สัมภาระของโรดี้ก็ถูกขนขึ้นรถม้าจนหมด
รถม้าคันนี้ก็เป็นของที่มักเซตาให้ยืมเช่นกัน เธอรู้สึกหวิวไหวในใจกับความปรารถนาดีที่หลั่งไหลมาให้จนถึงวินาทีสุดท้าย
“ที่ผ่านมาต้องรบกวนด้วยนะคะ”
“อืม เดินทางปลอดภัยนะคุณโรดี้”
เธอหันไปมองริเคนส์เพื่อจะกล่าวลาเขาอย่างเรียบง่ายเช่นกัน
“โรดี้”
โรดี้เบิกตากว้างเมื่อได้ยินคำเรียกขานที่ไม่คาดคิด นับเป็นเรื่องยากมากที่เขาจะเรียกชื่อเธอตรงๆ
ริเคนส์ยื่นมือข้างหนึ่งออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ
“ไว้พบกันใหม่เร็วๆ นี้”
เธอระบายยิ้มออกมา
“ค่ะ ไว้พบกันใหม่เร็วๆ นี้นะคะ”
เขาช่วยประคองส่งโรดี้ขึ้นไปบนรถม้า
“ฮี้!”
ทันทีที่สารถีดึงบังเหียน รถม้าก็เริ่มเคลื่อนตัวออกไปอย่างช้าๆ
เมื่อมองตามด้านหลังของรถม้าที่กำลังแล่นจากไป วิลเลียมก็เอาศอกกระทุ้งเอวหลานชายตัวเองเบาๆ
“จนถึงป่านนี้แล้วแกไปทำอะไรอยู่กันแน่”
ริเคนส์เอ่ยถามกลับราวกับไม่ได้สะทกสะท้านอะไรเลยสักนิด
“ท่านกำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่หรือครับ”
วิลเลียมทำหน้าเหมือนอึดอัดใจจนแทบจะขาดใจตาย
“ฉันอุตส่าห์ใส่ใจจัดห้องให้อยู่ใกล้กันขนาดนั้นแท้ๆ แต่ตลอดช่วงเวลาที่ยาวนานขนาดนี้กลับไม่มีอะไรคืบหน้าเลยเนี่ยนะ!”
ฝ่ายหลานชายยังคงตีหน้าตาย
“ผมไม่เข้าใจว่าท่านหมายถึงอะไรครับ”
“พูดความจริงมาเถอะน่า เจ้าเด็กนี่ แกชอบแม่หนูนั่นใช่ไหมล่ะ”
ริเคนส์ยักไหล่
“นั่นสินะครับ”
วิลเลียมยิ้มกริ่มออกมา
“ดูเจ้าเด็กนี่สิ ถ้าเป็นปกติคงตัดบทอย่างเย็นชาไปแล้วว่า ‘ผมไม่สนใจครับ’ แท้ๆ แต่นี่กลับตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ ‘นั่นสินะครับ’ งั้นเรอะ”
กำลังโหลดความเห็น...