สัญชาตญาณของวิลเลียมผู้เลี้ยงดูหลานชายมาอย่างยาวนานเปล่งประกายอย่างเฉียบคม
สำหรับหลานชายเลือดเย็นชนิดที่เอาเข็มแท่งไหนมาทิ่มก็ไม่มีเลือดไหลสักหยด คำว่า ‘นั่นสินะครับ’ ย่อมเป็นสัญญาณของการตอบรับ
วิลเลียมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกระเง้ากระงอด
“ชอบเขาก็แล้วทำไมถึงไม่แสดงออกกันเล่า ทั้งที่อุตส่าห์เปิดโอกาสให้อยู่กันตามลำพังแท้ๆ!”
“…….”
ริเคนส์ไม่ตอบ เขาไม่อยากถกเถียงกับท่านปู่ในหัวข้อแบบนี้สักเท่าไร
ปฏิกิริยาแบ่งรับแบ่งสู้ของหลานชายทำให้วิลเลียมต้องหรี่ตาลงอย่างขัดใจ
“เจ้าเด็กนี่ คิดจะใช้สิทธิ์ไม่พูดงั้นเรอะ”
เมื่อเห็นท่านปู่ทำท่าจะกระทืบเท้าเร่าๆ จนลืมรักษาเกียรติ ในที่สุดริเคนส์จึงเอ่ยตอบอย่างเสียไม่ได้
“ผมมีเหตุผลของตัวเองอยู่ครับ”
“เหตุผลเรอะ อย่ามาเล่นแง่หน่อยเลย ผู้ชายน่ะต้องพุ่งชนลูกเดียวเท่านั้น”
“ท่านคงจีบท่านย่ามาแบบนั้นสินะครับ”
“ก็เออสิ”
“……กลับเข้าไปกันเถอะครับ อยู่ข้างนอกนานๆ เดี๋ยวสุขภาพจะทรุดโทรมเอา”
“ไอ้หยา นี่ฉันเป็นตุ๊กตากระดาษหรือไง ยืนข้างนอกแค่นี้จะไปทรุดโทรมอะไรกัน!”
ริเคนส์เพียงแย้มรอยยิ้มบางๆ พลางประคองนำท่านปู่เข้าไป
วิลเลียมบ่นพึมพำ
“แกเป็นห่วงสังขารฉันตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!”
“ผมเป็นห่วงท่านอยู่เสมอครับ”
“อย่าคิดว่าพูดจาดีเข้าหน่อยแล้วฉันจะยอมปล่อยผ่านไปนะ!”
แม้จะพูดออกไปเช่นนั้น แต่วิลเลียมก็ไม่อาจซ่อนความอิ่มเอมใจลึกๆ เอาไว้ได้
เพราะการที่หลานชายเพียงคนเดียวเติบโตมาได้อย่างพึ่งพาได้ถึงเพียงนี้ คือความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาแล้ว
“แล้วเรื่องคุณโรดี้ แกจะเอายังไงต่อไปล่ะ”
“ท่านรู้จักการล่าแบบต้อนไหมครับ”
“หา?”
คำพูดที่โพล่งขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยของหลานชายทำให้วิลเลียมต้องเบิกตากว้างขึ้นมาทันควัน
“หมายความว่ายังไงของแก”
“ถ้าค่อยๆ ต้อนเข้ามุมโดยไม่ให้ทันรู้ตัว ก็จะไม่มีทางหนีรอดไปได้ยังไงล่ะครับ”
“เจ้าเด็กนี่…….”
วิลเลียมที่เข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดนั้นตะโกนลั่นออกมา
“ลูกผู้ชายมันต้องพุ่งเข้าใส่สิวะ!”
ริเคนส์พาคุณปู่ที่บ่นว่าความดันจะขึ้นกลับไปส่งที่ห้อง ก่อนจะกลับมานั่งลงที่ห้องทำงานอีกครั้ง
“…….”
เขารู้สึกว่าคฤหาสน์เงียบสงบผิดปกติ
‘เพราะโรดี้ออกไปแล้วอย่างนั้นเหรอ’
แปลกจริงเชียว
เธอไม่ได้เดินเพ่นพ่านไปทั่วคฤหาสน์เลยด้วยซ้ำ อาจเพราะไม่อยากสร้างความเดือดร้อนให้ใคร เธอจึงใช้ชีวิตอยู่อย่างเงียบสงบยิ่งนัก
ถึงอย่างนั้นกลับรู้สึกได้ถึงความว่างเปล่า นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเป็นแบบนี้
ริเคนส์ใช้นิ้วชี้เคาะโต๊ะทำงานตัวกว้างเบาๆ พลางตกอยู่ในห้วงความคิดอย่างเหม่อลอย ซึ่งเป็นภาพที่พบเห็นได้ยาก
‘ความรู้สึกนี้คือความชอบจริงๆ งั้นเหรอ……?’
ใช่ว่าเขาไม่อยากตอบคำถามที่วิลเลียมเซ้าซี้ถามจู้จี้โดยไม่มีเหตุผล
หากพูดให้ถูกต้อง คงเรียกว่า ‘ตอบไม่ได้’ เสียมากกว่า
เพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังจัดการความรู้สึกของตนเองได้ไม่เรียบร้อยเลย
‘ทั้งที่เป็นแบบนั้น สัญชาตญาณกลับสั่งให้พยายามลดระยะห่างเข้าไปหา แล้วก็โดนปฏิเสธกลับมาอย่างสิ้นเชิง’
เป็นสิ่งที่เขาเพิ่งตระหนักได้อีกครั้ง
โรดี้เป็นคนที่มีมุมอ่อนโยนอยู่ลึกๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ตั้งกำแพงป้องกันตัวเองสูง
หากจะพูดให้ตรงจุดยิ่งกว่านั้นคือ เธอจะตั้งการ์ดใส่ทันทีที่เขาพยายามเข้าใกล้เกินความจำเป็น
‘……เหมือนแมวไม่มีผิด’
ริเคนส์นึกถึงแมวดำที่เคยเลี้ยงไว้จับหนูในห้องครัวสมัยเด็กๆ
เจ้าแมวตัวนั้นจะยอมเดินเข้ามาคลอเคลียเอาแก้มถูไถแล้วส่งเสียงครางในลำคอก็ต่อเมื่อมันอารมณ์ดีเท่านั้น
แต่บางครั้งมันก็มักจะพองขนตั้งชันแล้วคอยระแวดระวังด้วยเหตุผลที่ไม่อาจเข้าใจได้
‘เหตุผลที่เธอคอยระแวงฉันคืออะไรกันแน่นะ’
เขาไม่ได้คิดจะเข้าใกล้เธอเพราะมีเจตนาร้ายแอบแฝงในทันทีทันใดเสียหน่อย
การพูดคุยกันที่ห้องอาหารก็เป็นเพียงความพยายามอย่างบริสุทธิ์ใจที่จะลดช่องว่างระหว่างคนกับคนเท่านั้น
‘ถึงจะโดนปฏิเสธกลับมาอย่างไม่ไว้หน้าก็เถอะ’
การพยายามทำความสนิทสนมกับใครสักคนเป็นเรื่องที่ริเคนส์เพิ่งเคยทำเป็นครั้งแรก จึงยังไม่คุ้นชินเลยแม้แต่น้อย
พูดตามตรง ความรู้สึกที่เขากำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ก็ยังไม่แน่ชัดว่าเป็นความรู้สึกชอบพอในเชิงชู้สาว หรือเป็นเพียงความรู้สึกผูกพันในฐานะมนุษย์คนหนึ่งกันแน่
‘ทั้งคอยติดอยู่ในสายตา อยากจะดูแลเอาใจใส่เพิ่มขึ้นอีกสักอย่างโดยไม่มีเหตุผล อยากจะรู้จักให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น แบบนี้ควรจะเรียกว่าอะไรดีนะ…’
แม้จะคิดอยากลองปรึกษาใครสักคนดู ทว่าพอเขานึกถึงท่านปู่ที่คอยจ้องจะเข้ามาก้าวก่ายตาเป็นมันแล้ว จึงยอมตัดใจไปอย่างเด็ดขาด
เพราะหากเรื่องนี้แว่วไปเข้าหูท่านปู่เข้าล่ะก็ คงไม่พ้นต้องโดนเอ็ดเสียงดังลั่นบ้านเป็นแน่ว่า ‘นั่นมันความรักโว้ย เจ้าโง่เอ๊ย!’
‘มันยังไม่ถึงขั้นนั้นสักหน่อย’
ดังนั้นความรู้สึกที่เปล่งประกายหลากสีสันนี้ ค่อยๆ ทำความเข้าใจมันไปทีละนิดก็คงไม่สาย
ริเคนส์เริ่มลงมือทำงานด้วยรอยยิ้มบนใบหน้าซึ่งหาได้ยากยิ่ง
โรดี้มองดูภายในคฤหาสน์ที่จัดเก็บสัมภาระทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว
‘จากนี้ไปที่นี่คือบ้านของฉันแล้วสินะ’
เธอไม่อาจสะกดกลั้นความดีใจเอาไว้ได้จนมุมปากยกยิ้มขึ้นมาเอง
ตอนที่ใช้ชีวิตเป็น ‘ยุนซอ’ พ่อแม่คอยควบคุมตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ แม้จะบรรลุนิติภาวะแล้วเธอก็ยังไม่เคยได้สัมผัสถึงคำว่าอิสรภาพเลย
‘ต่อให้อยู่ที่บ้าน ก็ไม่เคยมีสักครั้งที่รู้สึกสบายใจเลยนี่นะ’
แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
โรดี้ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอันนุ่มฟู
‘ฉันสามารถใช้ชีวิตพลางทำสิ่งที่อยากทำได้ตามใจชอบแล้ว’
ก็นะ ถึงตอนนี้จะยังไม่มีอะไรที่อยากทำเป็นพิเศษก็เถอะ…
‘คงต้องจ้างคนรับใช้สินะ’
การจะดูแลจัดการบ้านที่กว้างขวางขนาดนี้ให้เรียบร้อยเพียงลำพังคงเป็นไปไม่ได้
‘ถ้าจะโยนงานทั้งหมดให้คนคนเดียวทำก็ดูใจร้ายเกินไป… ต้องมีสักสองคนแล้วล่ะ’
แถมยังต้องมีผู้คุ้มกันเพื่อรักษาความปลอดภัยด้วยสินะ
‘ถึงจะไม่ค่อยชอบใจที่มีคนคอยเดินตามต้อยๆ ก็เถอะ’
ในเมื่อกลายเป็นคนรวยชั่วข้ามคืนแถมยังไม่มีวิชาป้องกันตัวอะไรติดตัวเลย เธอจึงต้องดูแลความปลอดภัยของตัวเอง
โรดี้ค่อยๆ ลุกขึ้นจากเตียงอย่างเชื่องช้า งานบ้านน่ะผัดวันประกันพรุ่งได้ แต่เรื่องความปลอดภัยจะผลัดผ่อนไม่ได้เด็ดขาด
เธอไล่อ่านรายชื่อกองทหารรับจ้างที่ยูบาร์แนะนำมาจนจบ แล้วเลือกมาแห่งหนึ่ง
‘กองทหารรับจ้างเหยี่ยวดำ’
เหตุผลที่เลือกที่นี่ไม่ได้มีอะไรพิเศษเลย
เธอแค่ถูกใจชื่อ และที่ตั้งของกองทหารรับจ้างก็อยู่ไม่ไกล
‘แถมยังบอกว่ามีทหารรับจ้างหญิงอยู่หลายคนด้วยนี่นะ’
โรดี้มุ่งหน้าไปยังกองทหารรับจ้างเหยี่ยวดำทันที
“ยินดีต้อนรับค่ะ มีธุระอะไรให้ช่วยหรือเปล่าคะ”
ทันทีที่เปิดประตู พนักงานหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสก็เข้ามาต้อนรับเธอ
ตอนแรกแอบกังวลเพราะขึ้นชื่อว่าเป็นกองทหารรับจ้าง แต่บรรยากาศกลับไม่ได้ดูทะมึนทึมอย่างที่คิด
โรดี้ยื่นตราประทับของค่ำคืนแห่งความมั่งคั่งให้ดูพลางเอ่ยขึ้น
“ฉันมาตามคำแนะนำของหัวหน้าสมาคมการค้ายูบาร์น่ะค่ะ”
“อุ๊ยตาย”
พนักงานต้อนรับที่จำตราประทับได้แย้มยิ้มอย่างสดใส
“เรื่องคำขอร้องที่สำคัญ รองหัวหน้าจะเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบโดยตรงค่ะ เดี๋ยวจะพาไปที่ห้องทำงานของท่านรองหัวหน้านะคะ!”
ตราประทับนี่สะดวกชะมัดเลยแฮะ…
โรดี้เดินตามพนักงานไปพลางคิดในใจว่าจะทำของสิ่งนี้หายไม่ได้เด็ดขาด
พนักงานเดินนำขึ้นไปชั้นสองแล้วเคาะประตู
“ท่านรองหัวหน้าคะ มีแขกที่สมาคมการค้าค่ำคืนแห่งความมั่งคั่งแนะนำมาขอพบค่ะ”
“เข้ามาสิ”
คำอนุญาตดังออกมาด้วยน้ำเสียงแหบห้าว
พนักงานช่วยเปิดประตูให้พลางกระซิบกระซาบ
“ท่านอาจจะดูน่ากลัวไปสักหน่อย แต่ความจริงเป็นคนใจดีนะคะ”
คนเราจะน่ากลัวได้สักแค่ไหนเชียว… ทว่าพอโรดี้คิดแบบนั้นแล้วหันไปมองทางรองหัวหน้า เธอก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
ชายร่างใหญ่โตราวกับหมีนั่งอยู่บนเก้าอี้
ขนาดใส่เสื้อผ้าอยู่ยังเห็นได้ชัดว่ามัดกล้ามทั่วทั้งตัวปูดโปนเป็นลอน แถมบนแก้มยังมีรอยแผลเป็นแนวยาวพาดผ่าน
‘……ไม่ใช่หน้าตาแบบที่อยากเดินสวนกันบนถนนเลยจริงๆ’
บางทีอาจจะสังเกตเห็นว่าเธอชะงักแข็งค้างไปชั่วขณะ รองหัวหน้าจึงพยายามปั้นรอยยิ้มที่เป็นมิตรที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ยินดีต้อนรับครับ ได้ยินว่ามาตามคำแนะนำของค่ำคืนแห่งความมั่งคั่งใช่ไหมครับ”
ถึงกระนั้น รอยยิ้มที่ว่าก็ยังดูดุดันจนถ้าเป็นเด็กเล็กๆ มาเห็นคงปล่อยโฮจ้าออกมาทันทีเลยทีเดียว
‘อย่าตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอกสิ’
เมื่อตั้งสติเตือนตัวเองได้แล้ว เธอจึงส่งยิ้มอย่างเข้าสังคมให้มากที่สุด
“……ฉันชื่อโรดี้ค่ะ”
พอได้ยินชื่อ ชายคนนั้นก็เบิกตากว้างพลางผายมือเชื้อเชิญเธอไปที่เก้าอี้
“โอ้ คนดังมาเยือนด้วยตัวเองเลยหรือครับเนี่ย”
“รู้จักฉันด้วยเหรอคะ”
“ก็ช่วงนี้หนังสือพิมพ์ลงข่าวเกี่ยวกับชื่อของคุณลูกค้ากันให้เกรียวกราวเลยนี่ครับ”
โรดี้เองก็เคยอ่านหนังสือพิมพ์อยู่เหมือนกัน
แม้จะมีบทความดีๆ อยู่บ้าง แต่ก็มีข่าวที่เขียนใส่ร้ายป้ายสีเรื่องราวในอดีตของเธอโผล่มาเป็นระยะๆ
“……น่าอายจังเลยนะคะ”
ชายร่างยักษ์หัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี
“ไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องอายเลยครับ สิ่งที่คุณทำลงไปน่ะถือว่ากล้าหาญมากเลยต่างหาก!”
ผิดกับรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูน่ากลัว รองหัวหน้าคนนี้มีมนุษยสัมพันธ์ดีและยิ้มแย้มเก่งทีเดียว
“ขอบคุณนะคะ”
เธอพยักหน้ารับก่อนจะวกเข้าสู่ประเด็นสำคัญ
“ฉันอยากจะจ้างคนมาทำหน้าที่เฝ้ายามควบคู่ไปกับการคุ้มกันน่ะค่ะ”
“ต้องการกี่คนหรือครับ”
“ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าต้องใช้กี่คนเหมือนกันค่ะ…… ลักษณะงานหลักๆ คือการดูแลความปลอดภัยของคฤหาสน์สองชั้น แล้วก็คอยติดตามเวลาออกไปข้างนอกบ้างเป็นครั้งคราวน่ะค่ะ”
“ถ้าแค่นั้น ใช้คนสองคนผลัดเวรกันก็เพียงพอแล้วครับ มีเงื่อนไขอะไรที่ต้องการเพิ่มเติมอีกไหมครับ”
“อ้อ ขอเป็นผู้หญิงแล้วก็ปากหนักหน่อยนะคะ”
“เรื่องปากหนักนี่ไม่ต้องเป็นกังวลเลยครับ พวกเราไม่ได้ทำการค้ากับค่ำคืนแห่งความมั่งคั่งมาอย่างยาวนานโดยไร้เหตุผลหรอกนะขอรับ!”
รองหัวหน้ากองพูดประจบอย่างคล่องแคล่ว พลางคัดเลือกประวัติของคนไม่กี่คนออกมาให้เธอดูในทันที
“จริงสิ ค่าตอบแทนฉันจะเพิ่มให้อีก 10 เหรียญทองจากที่บอกไว้นะคะ”
การซื้อความไว้วางใจจากทหารรับจ้างนั้นจำเป็นต้องใช้เงิน
‘ถ้าใช้เงินเสริมความปลอดภัยได้ก็นับว่าคุ้มค่ามากแล้ว’
รองหัวหน้ากองหัวเราะออกมาสั้นๆ
“ให้ตายสิครับ ถ้าเงื่อนไขดีขนาดนั้น ทุกคนคงแย่งกันทำจนหัวบันไดไม่แห้งแน่”
“เงื่อนไขดีขนาดนั้นเลยหรือคะ”
“ไม่ใช่การล่าสัตว์อสูรที่อันตราย แถมยังเป็นภารกิจระยะยาวที่ได้รับค่าตอบแทนอย่างมั่นคงนี่ครับ นับว่าดีมากทีเดียว”
โรดี้พยักหน้าพลางเลือกประวัติออกมาสองใบ
รองหัวหน้ากองสั่งการให้พนักงานไปตามตัวทหารรับจ้างทั้งสองคนมาทันที
ผ่านไปราวสิบนาที ผู้หญิงสองคนก็เดินขึ้นมา
กำลังโหลดความเห็น...