ทหารรับจ้างหญิงทั้งสองคนต่างมีรูปร่างที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแน่นตึง
คนหนึ่งส่งสายตาที่ปนเปไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและความระแวดระวัง ส่วนอีกคนมีสีหน้าเรียบเฉยอย่างสมบูรณ์แบบจนไม่อาจล่วงรู้ได้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
“ฉันชื่อเฮรอนค่ะ!”
“อาซิลค่ะ”
“…….”
โรดี้ก้มมองข้อมืออันบอบบางไร้เรี่ยวแรงของตนเองชั่วครู่
รูปร่างของทั้งคู่ช่างน่าอิจฉาจนใจจริงเธออยากจะเอ่ยปากขอให้ช่วยสอนออกกำลังกายให้ด้วยซ้ำ
“ฉันชื่อโรดี้ค่ะ ยินดีที่ได้พบนะคะ”
หลังการทักทายอย่างเรียบง่าย รองหัวหน้ากองก็อธิบายรายละเอียดของภารกิจให้ทั้งสองคนฟัง ซึ่งเฮรอนและอาซิลก็ตอบรับภารกิจอย่างว่าง่าย
สีหน้าของเฮรอนผู้รวบผมสีน้ำตาลสลวยมัดสูงเป็นหางม้าดูผ่อนคลายลงเล็กน้อย
“เป็นภารกิจที่มีเงื่อนไขดีมากในรอบนานเลยนะคะเนี่ย”
“ดีใจที่พูดแบบนั้นนะคะ”
จากนี้ไปทั้งคู่คือคนที่จะมารับผิดชอบความปลอดภัยของเธอ
‘ไม่มีความจำเป็นต้องทำตัวให้ดูแย่สักหน่อย’
โรดี้ยิ้มพลางยื่นมือออกไป
“จากนี้ไปก็ฝากตัวด้วยนะคะ”
“…….”
เฮรอนกับอาซิลมองหน้ากันด้วยสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะผลัดกันจับมือกับเธอทีละคน
“ทางนี้ก็ขอฝากตัวด้วยนะคะ คุณหนู”
คำเรียกขานที่ไม่คาดคิดทำให้โรดี้ต้องกลอกตาไปมา
“เรียกแค่ชื่อเถอะค่ะ”
อาซิลพยักหน้ารับ
“เข้าใจแล้วค่ะ โรดี้”
หลังจากนั้น โรดี้ก็ร่างสัญญาฉบับเรียบง่ายขึ้นมา
โรดี้พยายามนำความทรงจำสมัยเป็นคนทำงานออฟฟิศมาปรับใช้เพื่อหารือเกี่ยวกับเวลาพัก เวลาอาหาร และวันลาพักร้อนประจำปี
ทว่าทั้งสามคนที่ได้ยินเรื่องนั้นกลับแสดงสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
‘……ที่นี่คงไม่มีระบบแบบนั้นสินะ’
สภาพแวดล้อมการทำงานในโลกเสมือนจริงที่สร้างขึ้นมาจากเกมนี้ มันจะไม่โหดร้ายเกินไปหน่อยหรือ
อาจเพราะคิดว่าเธอเขียนสัญญาแปลกๆ เพื่อจะเอาไว้จับผิดหาเรื่องทีหลัง รองหัวหน้ากองจึงเอ่ยห้ามปรามอย่างหนักแน่น
“ถ้าอย่างนั้น ฉันจะใส่แค่เวลาพักกับเวลาอาหารลงไปนะคะ”
ดูเหมือนว่าเวลาอาหารกับเวลาพักผ่อนมักจะมีนายจ้างนิสัยดีกำหนดให้อยู่บ้าง ทั้งสามคนจึงยอมรับได้ในระดับหนึ่ง
เฮรอนเป่าปากเบาๆ พลางลงลายมือชื่อ
“เป็นนายจ้างที่ยอดเยี่ยมไปเลยนี่คะ!”
โรดี้ยักไหล่
“การพักผ่อนอย่างเหมาะสมจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานน่ะค่ะ”
เฮรอนหันไปมองรองหัวหน้ากอง
“รองหัวหน้า ได้ยินคำคมของคุณโรดี้เมื่อกี้ไหม นี่มันต้องเอาไปทำป้ายแขวนไว้หน้าตึกกองทหารรับจ้างให้เห็นชัดๆ ตัวเบ้อเร่อเลยนะ!”
เฮรอนบ่นอุบอิบว่าทำแบบนั้นแล้วพวกเวรนั่นถึงจะรู้จักรักษาจรรยาบรรณเสียบ้าง รองหัวหน้ากองจึงกระแอมไอหลายครั้งเหมือนจะเตือนให้เงียบเสียงต่อหน้าลูกค้า
“ถ้าอย่างนั้น วันนี้เริ่มทำงานจากคุณเฮรอนก่อนแล้วกันนะคะ”
“เรียกฉันสบายๆ ว่า ‘เฮรอน’ เถอะค่ะ”
“เข้าใจแล้วค่ะ”
เมื่อวางมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นต่ำเอาไว้แล้ว ก็ทำให้รู้สึกเบาใจขึ้นมาได้บ้าง
โรดี้ที่กลับมาถึงบ้านพร้อมกับเฮรอนได้แนะนำเกี่ยวกับคฤหาสน์ให้ฟังคร่าวๆ
“อาหารสามารถทานได้ตามสบายเลยนะคะ ใจจริงฉันก็อยากจะทำให้ทานอยู่หรอก…… แต่น่าเสียดายที่ฉันทำอาหารไม่เป็นเลยน่ะค่ะ”
ถ้าจะพูดให้ถูกต้องคือเธอไม่รู้รสชาติ จึงไม่สามารถทำของที่จะเอาไปให้คนอื่นกินได้ต่างหาก
เฮรอนหัวเราะออกมาเมื่อได้ยินคำพูดของโรดี้
“ได้ยินว่าเป็นเลดี้ชนชั้นสูงแท้ๆ แต่ตรงไปตรงมามากเลยนะคะเนี่ย!”
“เรื่องที่ฉันเติบโตมาอย่างสุขสบายมันเป็นความจริงนี่คะ จะให้ทำยังไงได้”
แม้จะเป็นเพียงมุกตลกเบาๆ แต่อีกฝ่ายก็หัวเราะร่า นิสัยร่าเริงของเธอทำให้เป็นคู่สนทนาที่ไม่เลวเลยทีเดียว
“ถ้าอย่างนั้น ฉันจะไปเฝ้ายามอยู่ที่หน้าคฤหาสน์นะคะ”
“พอถึงเวลาพักก็อย่าลืมเข้ามาข้างในล่ะคะ”
“รับทราบค่ะ ท่านนายจ้างผู้ใจดี”
เฮรอนขยิบตาข้างหนึ่งพลางเอ่ยทักทายอย่างเป็นกันเองก่อนจะเดินไปทำงาน
“…….”
โรดี้มองตามแผ่นหลังของเธออยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเดินกลับเข้าห้องไป
หลังจากนั้น เมื่อจ้างคนรับใช้มาช่วยดูแลคฤหาสน์เพิ่มอีกสองคน ชีวิตประจำวันของโรดี้ก็เปี่ยมไปด้วยความสงบสุข
สงบสุขเสียจนคิดว่าถ้าได้ใช้ชีวิตแบบนี้ไปจนแก่ตายก็คงดีไม่น้อย
‘หรือว่าเราจะเหมาะกับการเป็นคนว่างงานกันแน่นะ……’
มันคืออิสรภาพและความสงบสุขที่ไม่มีวันได้สัมผัสเลยยามต้องไปทำงานที่บริษัท
‘นี่ก็ผ่านมาหลายเดือนแล้วสินะที่เข้ามาสิงร่างนางร้ายในยูโทเปีย’
พูดตามตรงว่าวันแรกที่โดนไล่ออกจากคฤหาสน์ เธอมืดแปดด้านจนแทบบ้า
ทว่าในตอนนี้ หากได้ผลลัพธ์ถึงระดับนี้ก็นับว่าเธอใช้ชีวิตได้อย่างประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้วไม่ใช่หรือ
‘แถมยังรักษาความสัมพันธ์อันดีกับพระเอกได้ตั้งสองคนแน่ะ!’
ในฐานะผู้เล่นเกม เธอไม่ได้หมดความสนใจในตัวพระเอกอีกสองคนที่เหลือไปเสียทีเดียว
เพียงแต่ความอยากรู้อยากเห็นนั้นยังไม่มากพอที่จะทำให้เธอเอาความปลอดภัยในชีวิตของตัวเองไปเสี่ยง
ขณะที่คิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่นั้น จู่ๆ เธอก็มองลงไปที่ชั้นหนึ่งผ่านทางหน้าต่าง
‘เวรยามวันนี้คืออาซิลสินะ’
ยืนอยู่ตลอดคงจะเหนื่อย ให้เข้ามาอยู่ในบ้านเลยดีไหมนะ…… ระหว่างที่กำลังคิดอยู่นั้น รถม้าคันหนึ่งก็มาจอดเทียบที่หน้าประตูใหญ่
‘ใครกันน่ะ’
โรดี้แนบชิดติดกระจกหน้าต่างเพื่อเพ่งมองตราประจำตระกูลบนรถม้าให้ชัดเจน
อ่า ให้ตายสิ
พอเห็นตราประจำตระกูลบนรถม้าชัดเจนแล้ว เธอก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
‘ตระกูลฟรูอิน่า’
ในเวลานี้ คนที่จะมาจากตระกูลมาร์ควิสฟรูอิน่าก็มีอยู่แค่คนเดียวเท่านั้น
โรดี้เอาหน้าผากโขกกระจกหน้าต่างเบาๆ
‘ไคลูส ได้เจอกันอีกแล้วสินะ’
ที่น่าโมโหไปกว่านั้นก็คือ สามัญชนไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธการมาเยือนของขุนนางตามใจชอบได้เลย
‘ระบบชนชั้นเฮงซวยเอ๊ย!’
โรดี้กลืนความโกรธลงคอแล้วเดินลงไปข้างล่าง เธอจะปล่อยให้อาซิลผู้บริสุทธิ์ต้องมาลำบากไม่ได้
พอลงมาข้างล่าง เธอก็ได้ยินเสียงโต้เถียงกันแว่วมา
“เข้าไปไม่ได้ครับ”
“ทำไมล่ะ”
“เพราะยังไม่ได้รับอนุญาตจากท่านโรดี้ครับ”
มีเสียงตอบกลับมาอย่างไม่อยากจะเชื่อหู
“แต่ฉันเป็นขุนนางนะ?”
น่ารังเกียจชะมัด
โรดี้ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเปิดประตูหน้าบ้านออกไป
“ท่านชายไคลูส ฟรูอิน่า”
เธอยืนกอดอกพลางจ้องเขม็งไปยังอีกฝ่าย ได้แต่หวังว่าแววตาเย็นชาคู่นี้จะช่วยอะไรได้บ้างในสถานการณ์เช่นนี้
“มีธุระอะไรหรือคะ”
เมื่อน้ำเสียงที่เคยห้วนสั้นไร้มารยาทในคฤหาสน์มักเซตากลับกลายเป็นสุภาพเรียบร้อย ไคลูสก็ชะงักไปครู่หนึ่งพลางมองหน้าโรดี้
“เจอยังยากเย็นจริงนะ โรดี้ เอวองต์”
“อย่าเติมนามสกุลสิคะ อีกอย่าง เราก็ไม่ได้สนิทกันถึงขั้นต้องมาเจอหน้ากันด้วยไม่ใช่หรือคะ”
เขาเหลือบมองอาซิลแวบหนึ่ง
“คฤหาสน์หลังแค่นี้จะจ้างยามเฝ้าไปทำไม มีเรื่องให้ร้อนตัวเยอะนักหรือไง”
โรดี้ตอบกลับด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั้น
“ก็เพื่อกันคนไร้มารยาทแบบทางนั้นยังไงล่ะคะ”
ระหว่างที่ตอกกลับไป โรดี้ก็กวาดค้นความทรงจำในหัวอย่างละเอียดถี่ถ้วน
คราวนี้เธอไม่มีโล่กำบังอันแข็งแกร่งอย่าง ‘มักเซตา’ อีกแล้ว การจะเผชิญหน้ากับเขา เธอจำเป็นต้องมีจุดอ่อนที่พอจะใช้ประโยชน์ได้สักอย่าง
โรดี้เปิดหน้าต่างระบบขึ้นมา
[ชื่อ: ไคลูส ฟรูอิน่า
อายุ: 21 ปี
จุดอ่อน: โกหกไม่เก่ง หยิ่งในศักดิ์ศรีสูง ??]
เธอครุ่นคิดหลังจากอ่านหน้าต่างระบบ
‘ไม่มีจุดอ่อนไหนที่พอจะเอามาใช้ได้ตรงๆ เลยนี่นา?’
แม้จะน่าเสียดาย แต่ก็ช่วยไม่ได้ ในที่สุดโรดี้จึงเริ่มรื้อค้นความทรงจำที่มีอยู่ในหัวของตัวเอง
‘ที่เคยปะทะกับไคลูส ฟรูอิน่า ในแวดวงสังคมโดยตรงมีแค่สามครั้งถ้วน’
หนึ่งในนั้นคือตอนที่ ‘โรดี้ตัวจริง’ สาดไวน์ใส่เขาเพราะมองว่าซวยชะมัด
‘อืม ทำได้ดีมาก’
นานทีปีหนที่โรดี้จะเอ่ยชมการกระทำในอดีตของร่างนี้
ถ้าเป็นริเคนส์กับยูบาร์ก็ว่าไปอย่าง แต่กับไคลูสน่ะ ต่อให้สาดไวน์ใส่สักร้อยรอบก็สมควรแล้ว
“จะเอายังไงดีคะ”
อาซิลที่จำตราประจำตระกูลฟรูอิน่าได้มีสีหน้ากังวล
หากเกี่ยวข้องกับขุนนาง เธอก็ไม่อาจออกหน้าบุ่มบ่ามได้เช่นกัน
“เฮ้อ……”
โรดี้ที่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งถอนหายใจออกมาพลางก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว
“มีธุระอะไรหรือคะ”
ไคลูสเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงบูดบึ้ง
“ต้องคุยกันตรงนี้เลยหรือ”
“พอดีฉันเป็นหญิงโสดที่ทั้งสวยและรวยมากน่ะค่ะ การจะอยู่กับท่านชายสองต่อสองมันเลยค่อนข้างอึดอัดใจ”
ไคลูสแสดงสีหน้าราวกับจะบอกว่ายัยนี่กำลังพล่ามเรื่องไร้สาระแบบใหม่อะไรอยู่
“อย่าบอกนะว่ากลัวฉันจะไปตามตื๊อเธอเข้าจริงๆ น่ะ”
โรดี้ยักไหล่อย่างเกินจริงราวกับจะยั่วโมโห
“ก็อาจจะใช่ก็ได้นี่คะ ก็ฉันสวยออกจะตายไปจริงไหมล่ะ”
เขาพึมพำออกมาอย่างอ่อนใจ
“คงเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ……”
โรดี้ไม่ได้ใส่ใจปฏิกิริยาของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย พลางเอ่ยเย้าแหย่ต่อไป
“ถ้าไม่ได้สนใจฉัน แล้วมีเหตุผลอะไรที่ท่านชายจะต้องถ่อมาถึงที่นี่กันล่ะคะ ที่นี่เป็นแค่บ้านของสามัญชนเท่านั้นเองนะ”
“ไม่สิ ตามสามัญสำนึกแล้วมันจะเป็นไปได้ยังไงกันเล่า!”
“ถ้าอย่างนั้น มาทำไมหรือคะ”
“…….”
ไคลูสเหลือบมองอาซิลแวบหนึ่ง
“คุยกันที่ห้องรับแขกเถอะ อย่าคุยตรงนี้เลย”
โรดี้ใช้สองมือโอบแขนตัวเองพลางส่งสายตาราวกับกำลังมองคนถ่อยไปให้
“เหตุผลที่ต้องอยู่กับฉันตามลำพังให้ได้คืออะไรกันคะ”
เขาบดฟันแน่นด้วยใบหน้าแดงก่ำ
“พอได้แล้วมั้ง”
โรดี้แกล้งขึ้นเสียงให้ดังขึ้น
“คงไม่ได้คิดจะทำตัวไม่เป็นสุภาพบุรุษกับฉันหรอกใช่ไหมคะ!”
“เปล่า ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย! แล้วก็ช่วยเบาเสียงลงหน่อยเถอะ!”
“ทำไมฉันต้องเบาเสียงลงด้วยล่ะคะ ฉันออกจะบริสุทธิ์ใจขนาดนี้ หรือว่าท่านชายคิดจะทำเรื่องที่ไม่บริสุทธิ์ใจกันแน่คะ?!”
พอได้ยินเสียงของเธอ ผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาบนท้องถนนก็เริ่มชะโงกหน้ามองและกระซิบกระซาบกันทีละคนสองคน
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ”
“ดูเหมือนท่านขุนนางกำลังจะบุกเข้าไปในบ้านของผู้หญิงให้ได้เลยนะ”
“คุณพระช่วย…… ต้องไปแจ้งกองรักษาการณ์หรือกองอัศวินไหมเนี่ย”
ใบหน้าของไคลูสผู้ถือดีในศักดิ์ศรีค่อยๆ แดงก่ำลามไปจนถึงใบหู
“หนอย หนอยแน่ะ…… เดี๋ยวฉันก็แจ้งกองอัศวินข้อหาลบหลู่เกียรติขุนนางซะหรอก!”
กะไว้แล้วเชียว โรดี้กลั้นยิ้มกริ่มเอาไว้อย่างสุดชีวิต
“แต่ฉันยังไม่ได้พูดจาที่เข้าข่ายข้อหาลบหลู่เกียรติขุนนางเลยสักนิดนี่คะ? อย่าบอกนะว่าตอนนี้คิดจะข่มขู่หญิงสาวสามัญชนผู้น่าสงสารเพื่อเอาตัวไปขังคุกตามอำเภอใจน่ะ……!”
กำลังโหลดความเห็น...