เหล่าผู้ติดตามของซิโมเน่ที่อยู่รอบๆ พากันเดือดดาลขึ้นมาทันที
“ว่าไงนะ!”
“นังผู้หญิงชั้นต่ำที่ถูกไล่ออกจากตระกูลแท้ๆ……!”
โรดี้ไม่แยแสเสียงก่นด่ารอบตัวพลางชำเลืองมองหน้าต่างระบบ
[ชื่อ: ซิโมเน่ เกรเทีย
อายุ: 22 ปี
จุดอ่อน: ??]
เมื่อเห็นหน้าจอโรดี้ก็เดาะลิ้นเบาๆ
‘สมกับเป็นนางเอกที่แทบจะไร้ที่ติ มีจุดอ่อนแค่จุดเดียวเองเหรอเนี่ย’
อีกอย่างที่เธอสงสัยมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้คือไอ้ ‘??’ นี่มันหมายความว่ายังไงกันแน่
‘แปลว่าเงื่อนไขที่จะมองเห็นจุดอ่อนยังไม่ครบงั้นเหรอ’
ในเกมก็มีระบบที่ต้องบรรลุเงื่อนไขที่กำหนดก่อนถึงจะปลดล็อกส่วนที่เป็น ‘??’ ได้อยู่เหมือนกัน
ซิโมเน่เอ่ยตอบ
“คุณเองก็ดูสบายดีนะคะ ได้ยินว่าถูกเนรเทศไปชายแดนเลยคิดว่าสภาพน่าจะแย่กว่านี้แท้ๆ”
โรดี้ยักไหล่
“ฉันอยู่ดีมีสุขค่ะ ขอบใจที่อุตส่าห์เป็นห่วงนะ”
ซิโมเน่จ้องมองเธอเขม็ง
ไม่สิ ต้องเรียกว่าถลึงตาใส่มากกว่าไหมนะ
“ฉันหวังอยากให้คุณดูอมทุกข์กว่านี้เสียอีกค่ะ”
โรดี้ประหลาดใจอยู่ลึกๆ ซิโมเน่เป็นตัวละครที่พูดจาตรงไปตรงมาขนาดนี้เลยเหรอ
‘ไม่ใช่แม่พระนางเอกผู้อ่อนโยนและสมบูรณ์แบบหรอกเหรอเนี่ย’
หรือว่ามีความแค้นสะสมไว้เยอะจนฟางเส้นสุดท้ายขาดผึงไปแล้วกันนะ
“ฉันก็เหมือนกันค่ะ”
โรดี้ฉีกยิ้มกว้าง
“ฉันเองก็ยังคงหวังให้คุณตกต่ำลงเรื่อยๆ เหมือนกันค่ะ ท่านเซอร์เกรเทีย”
เคร้ง เชร้ง!
ราวกับทนดูต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว เหล่าผู้ติดตามของซิโมเน่จึงเริ่มชักดาบออกมา
“สามัญชนชั้นต่ำกล้าดียังไงมาลบหลู่ท่านหญิงแห่งตระกูลเคานต์เกรเทียผู้สูงศักดิ์…!”
“ข้าจะจับเจ้าเข้าคุกด้วยข้อหาลบหลู่เกียรติขุนนางเดี๋ยวนี้!”
“แหม น่ากลัวจังเลยค่ะ”
โรดี้เบิกตากว้างแสร้งทำเป็นตกใจ ก่อนจะหลุดหัวเราะเยาะคิกคักออกมา
“ฮุๆ… แค่คำพูดไม่กี่คำ ถึงกับต้องชักดาบอันเป็นเกียรติยศและสัญลักษณ์ของอัศวินใส่ผู้หญิงที่ไร้อาวุธเลยเหรอคะ”
โรดี้กวาดสายตาหยิ่งยโสมองพวกเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า
“ชื่อเสียงของกองอัศวินแห่งจักรวรรดิก็ตกต่ำลงเรื่อยๆ สินะคะ อยากรู้จริงว่าระหว่างฉันกับพวกคุณ ใครกันแน่ที่ชั้นต่ำกว่ากัน?”
“……!”
ท่าทีที่ยังคงนิ่งเฉยของเธอกลับทำให้อัศวินที่ชักดาบออกมาเป็นฝ่ายกระอักกระอ่วนเสียเอง
อีกฝ่ายเป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาที่สูญเสียทั้งฐานันดร ทรัพย์สมบัติ และเกียรติยศไปหมดแล้วแท้ๆ คิดว่าถ้าได้เห็นคมดาบแล้วจะต้องหวาดกลัวจนคุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิตเสียอีก
“ปากดีนักนะ!”
อัศวินยื่นปลายดาบไปจ่อที่ลำคอของโรดี้เพื่อกดดันอีกฝ่ายให้หนักขึ้น
“ถ้าตามมาแต่โดยดี จะไว้ชีวิตให้ก็แล้วกัน”
โรดี้ยื่นคอไปข้างหน้าอย่างท้าทายราวกับจะบอกว่าแน่จริงก็ทำสิ พลางเหน็บแนมกลับไป
“อยากทำอะไรก็เชิญเลยค่ะ ท่านอัศวินผู้สูงส่ง”
การยั่วยุที่บ้าบิ่นเกินคาดทำให้ในหัวของอัศวินเริ่มสับสนวุ่นวาย
‘มีอะไรให้พึ่งพาอยู่รึเปล่านะ?’
หากไม่ใช่เช่นนั้น ก็คงอธิบายความมั่นใจเกินเหตุนี่ไม่ได้เลย
หนึ่งในผู้ติดตามเหลือบมองซิโมเน่ที่อยู่ข้างๆ
‘จะว่าไปแล้ว… มีข่าวลือว่านังแม่มดโรดี้ เอวองต์ ใช้เวทมนตร์คำสาปใส่เลดี้ซิโมเน่นี่นา’
หรือว่ายัยนี่จะใช้เวทมนตร์คำสาปได้จริงๆ?
อัศวินกัดริมฝีปากแน่น
“…….”
ขนาดเลดี้ซิโมเน่ที่มีฝีมือติดอันดับต้นๆ ในกองอัศวินยังต้องนอนซมไปเกือบเดือนไม่ใช่หรือไง
ด้วยฝีมือของตนเองแล้ว อาจไม่ใช่คู่ต่อสู้ของยัยนี่เลยก็ได้
‘มาถึงขั้นนี้จะให้เก็บดาบกลับเข้าไปเฉยๆ ก็ไม่ได้แล้วด้วย’
อุตส่าห์คุยโวโอ้อวดเสียงดังลั่นเพื่อเอาใจเลดี้ซิโมเน่ผู้เป็นที่เคารพรักไปแล้ว จะให้ยอมเสียศักดิ์ศรีทำแบบนั้นได้ยังไง
“…….”
เป็นจังหวะที่เหล่าผู้ติดตามกำลังตกอยู่ในความกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
“―พอได้แล้ว”
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากทางด้านหลัง
“นี่มันเกิดเรื่องอะไรกันขึ้น”
ทุกคนต่างหันไปมองชายหนุ่มผู้เอ่ยประโยคนั้น
เขาเป็นชายร่างสูงใหญ่ผู้มีเรือนผมสีแดงเรียบร้อยและดวงตาสีเทาอันเย็นชา สันจมูกโด่งคมเป็นสันและแนวกรามเด่นชัดราวกับรูปสลัก หล่อเหลาเสียจนไม่ว่าใครเห็นก็ต้องหลุดปากชื่นชม
ยิ่งไปกว่านั้น เครื่องแบบอัศวินที่ตัดเย็บอย่างประณีตบนช่วงไหล่กว้างและเรือนร่างกำยำยังขับเน้นให้รู้สึกถึงความเคร่งขรึมอย่างน่าประหลาด
เหล่าอัศวินที่หันไปเห็นเขาต่างพากันตกตะลึง
“ทะ ท่านหัวหน้าอัศวิน!”
“ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้กัน……!”
โรดี้มองดูชายหนุ่มที่กำลังเดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
เธอรู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
‘ริเคนส์ มักเซตา’
มีคำนิยามมากมายที่ใช้บรรยายถึงชายผู้นี้
ผู้สืบทอดตระกูลดยุคมักเซตา ท่านหัวหน้ากองอัศวินแห่งจักรวรรดิ ดาบชั่วนิรันดร์แห่งสุริยา
‘และยังเป็น’
หนึ่งในพระเอกของเกมยูโทเปีย
โรดี้จ้องมองหน้าต่างระบบของเขาที่กำลังก้าวเข้ามาทางนี้ตาไม่กะพริบ
[ชื่อ: ริเคนส์ มักเซตา
อายุ: 25 ปี
จุดอ่อน: ชอบการทำงานฝีมือซึ่งถูกมองว่าเป็นงานชั้นต่ำสำหรับขุนนาง ??]
‘จุดอ่อนของริเคนส์โผล่มาอันหนึ่งแฮะ’
ช่างเถอะ นั่นเป็นเซตติ้งที่รู้อยู่แล้วตอนเล่นเกม เลยไม่ใช่ข้อมูลที่สำคัญอะไรนัก
ริเคนส์กวาดสายตานิ่งขรึมมองเหล่าลูกน้องสลับกับโรดี้
“ดูท่าทางแล้วไม่น่าจะมีสถานการณ์ต่อสู้เกิดขึ้น เหตุใดพวกนายถึงชักดาบออกมากันล่ะ”
“…….”
ไม่มีอัศวินคนใดกล้าเอ่ยปากตอบ หากบอกหัวหน้าอัศวินผู้เข้มงวดว่าชักดาบออกมาเพียงเพื่อข่มขู่ผู้หญิงตรงหน้าละก็
‘……ตายแน่’
ชั่วขณะนั้น เหล่าผู้ติดตามต่างมีความคิดตรงกันขึ้นมา
‘ต้องหาทางแก้สถานการณ์ให้เป็นประโยชน์กับพวกเราให้ได้’
อัศวินคนหนึ่งจึงเปิดปากพูดขึ้น
“คือ…… ผู้หญิงคนนี้คือคนชั่วร้ายที่เคยใช้เวทมนตร์คำสาปใส่เลดี้ซิโมเน่ครับ”
เหล่าอัศวินตัดสินใจโยนความผิดทั้งหมดไปให้โรดี้
“เพราะผู้หญิงคนนี้คิดจะใช้เวทมนตร์คำสาปอีกครั้ง พวกเราก็เลยเตรียมจะตอบโต้ครับ”
โรดี้ที่ได้ยินเช่นนั้นถึงกับอึ้งไปเลย
‘เดี๋ยวสิ ฉันไปคิดจะโจมตีตอนไหนมิทราบ’
ตัวเองชักดาบออกมาเพราะฟังคำพูดแค่ไม่กี่คำแท้ๆ ช่างหน้าด้านหน้าทนสิ้นดี
“ยิ่งไปกว่านั้น ผู้หญิงคนนี้ยังดูหมิ่นเลดี้ซิโมเน่อีกด้วยครับ! ต้องจับขังคุกในข้อหาลบหลู่เกียรติขุนนางเดี๋ยวนี้เลยครับ”
“จริงด้วยครับ ท่านหัวหน้าอัศวิน!”
“…….”
โรดี้ลอบสังเกตริเคนส์
สมกับเซตติ้งที่เป็นคนหัวโบราณและเย็นชา แม้จะได้ฟังคำพูดของลูกน้อง สีหน้าของเขาก็ยังคงไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย
ทว่าโรดี้ที่เคลียร์รูทของริเคนส์มาหมดแล้วย่อมเดาความคิดของเขาออก
“ท่านเซอร์แพทริก อีกฝ่ายทำอะไรที่เป็นการดูหมิ่นท่านเซอร์เกรเทียรึ”
แพทริก อัศวินที่เอ่ยปากพูดเป็นคนแรกแสดงสีหน้าเลิกลั่กออกมาเมื่อเจอคำถามที่ไม่คาดคิด
“ครับ……? กะ ก็บอกว่าอยากให้ท่านเซอร์เกรเทียพบเจอแต่ความโชคร้ายน่ะสิครับ……”
“แค่เรื่องพรรค์นั้นไม่อาจนับเป็นข้อหาลบหลู่เกียรติขุนนางได้”
ริเคนส์ส่งสายตาเย็นเยียบไปทางแพทริก
“อัศวินแห่งจักรวรรดิผู้ทรงเกียรติกลับไม่รู้แม้กระทั่งเงื่อนไขการควบคุมตัวผู้กระทำความผิดอย่างนั้นรึ ท่านเซอร์คิดจะขังใครในคุกตามแต่อารมณ์ของตัวเองหรืออย่างไร”
“มะ ไม่ใช่เรื่องแบบนั้นแน่นอนครับ!”
“แต่คำอ้างเมื่อครู่ของท่านเซอร์ก็ไม่ต่างอะไรกับเรื่องนั้นเลยนี่”
แพทริกตื่นตระหนก
เพราะคาดคิดว่าท่านหัวหน้าอัศวินจะเข้าข้างพวกตนที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างแน่นอน
ริเคนส์จ้องมองเขาด้วยสายตาเข้มงวด
“แล้วที่บอกว่าผู้หญิงคนนี้คิดจะใช้เวทมนตร์ เรื่องนั้นจริงหรือ”
“คะ คือเรื่องนั้น……”
“ก่อนอื่น ฉันจะตรวจสอบร่องรอยการปรากฏของเวทมนตร์ด้วยการวัดร่องรอยพลังเวทเดี๋ยวนี้”
ริเคนส์กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“หากผู้หญิงคนนี้ใช้เวทมนตร์จริง ฉันจะควบคุมตัวไปทันทีด้วยข้อหาข่มขู่อัศวินแห่งจักรวรรดิ แต่ถ้าหากไม่ใช่ล่ะก็……”
แพทริกเหงื่อผุดพรายพลางเงี่ยหูฟังคำพูดของริเคนส์
“มันจะกลายเป็นว่าอัศวินผู้ทรงเกียรติแห่งจักรวรรดิข่มขู่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ และพวกนายจะต้องได้รับโทษตามนั้น”
ริเคนส์เอ่ยเสริมอย่างเด็ดขาด
“พวกนายทุกคน”
โรดี้ที่กำลังเฝ้ามองสถานการณ์อยู่หัวเราะเยาะในใจ
‘สมน้ำหน้า’
คิดไว้อยู่แล้วว่าสถานการณ์ต้องออกมาเป็นแบบนี้
แต่แรกแล้วคำพูดที่เธอเอ่ยออกไปไม่อาจตั้งข้อหาลบหลู่เกียรติขุนนางได้ และยิ่งห่างไกลจากเรื่องที่จะต้องถูกจับเข้าคุกเข้าไปใหญ่
‘อีกอย่างนะ’
ถึงแม้จะมีคำกล่าวว่าเนื้อไม่ได้กินหนังไม่ได้รองนั่งยังไงก็ต้องเข้าข้างพวกพ้อง แต่คำนั้นใช้กับริเคนส์ไม่ได้หรอก
เขาเป็นคนที่ดำเนินทุกอย่างไปตามกฎระเบียบ ไม่มีทางเอาอารมณ์ส่วนตัวเข้ามาปะปนเด็ดขาด
‘เพราะในรูทของริเคนส์ ความชั่วร้ายทั้งหมดของโรดี้ล้วนถูกลงโทษตามกฎหมายทั้งนั้นนี่นา’
ริเคนส์คือผู้ชายที่แม้แต่นางร้ายที่คอยรังแกผู้หญิงที่เขารัก เขาก็ยังลงโทษตามกฎระเบียบที่กำหนดไว้
การที่พวกนั้นคิดว่าเขาจะเข้าข้างฝ่ายตัวเอง ช่างน่าขำสิ้นดี
โรดี้เย้ยหยันความคิดตื้นเขินของเหล่าอัศวิน
“เลดี้โรดี้ เอวองต์”
ตอนนั้นเองที่ริเคนส์เอ่ยขึ้นมา
“ขอฉันตรวจวัดร่องรอยพลังเวทได้หรือไม่”
“ยินดีค่ะ แล้วก็เรียกฉันว่าโรดี้เฉยๆ เถอะนะคะ ท่านเซอร์มักเซตา”
เธอเสริมขึ้นด้วยท่าทีสบายๆ
“เพราะตอนนี้ตัวฉันไม่อาจใช้นามสกุลเอวองต์ได้อีกต่อไปแล้วน่ะค่ะ”
“…….”
ชั่วพริบตานั้น แววตาที่ซับซ้อนและยากจะอธิบายพลันพาดผ่านใบหน้าของริเคนส์
โรดี้ส่งสายตาสงสัยกลับไป
‘หือ……?’
ในทรูเอนดิ้ง โรดี้กับริเคนส์แทบไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย ต่อให้โรดี้จะเป็นนางร้ายเพียงใด แต่ก็ไม่อาจแตะต้องผู้สืบทอดตระกูลดยุคอย่างริเคนส์ส่งเดชได้อยู่แล้ว
แต่ทำไมกันนะ เมื่อกี้ริเคนส์ถึงได้ทำสีหน้ากระอักกระอ่วนกับคำพูดที่ว่าเธอไม่อาจใช้นามสกุลของตระกูลได้อีกแล้ว
‘……คิดไปเองหรอกเหรอ?’
ก็นะ คนที่สุขุมเย็นชาและไม่ยินดียินร้ายอย่างเขา จะมาใส่ใจผู้หญิงที่แทบไม่เคยข้องเกี่ยวกันได้อย่างไร
“ฉันจะเริ่มตรวจวัดร่องรอยละนะ”
ริเคนส์หยิบถุงผ้าใบเล็กออกมาจากอกเสื้อ มันคือผงที่เมื่อเกาะติดกับพลังเวทซึ่งหลงเหลืออยู่ในอากาศจะเปล่งแสงออกมา ทำให้สามารถมองเห็นร่องรอยของพลังเวทได้ด้วยตาเปล่า
เขาสะบัดผงในถุงโปรยไปในอากาศ
“…….”
ละอองผงร่วงกราวลงอย่างไร้ประโยชน์ ไม่มีแสงสว่างวาบขึ้นมาแม้เพียงเศษเสี้ยวเล็บ
“ไม่มีร่องรอยพลังเวท”
……ริเคนส์หันขวับกลับไปจ้องมองเหล่าลูกน้องด้วยสายตาน่าสะพรึงกลัว
“ทำไมถึงโกหก”
เหล่าอัศวินต่างหน้าซีดเผือด ยกเว้นเพียงซิโมเน่
“คะ คือว่า…… ท่านหัวหน้าอัศวินขอรับ…….”
“นี่อย่าบอกนะว่าอัศวินแห่งจักรวรรดิผู้ทรงเกียรติ กำลังกุเรื่องโกหกเพียงเพื่อจะจับผู้หญิงไร้อาวุธคนหนึ่งเข้าคุกน่ะ?”
น้ำเสียงของริเคนส์ทั้งทุ้มต่ำและเยือกเย็น ทว่านั่นกลับยิ่งทำให้ผู้ฟังขวัญผวาหนักขึ้นไปอีก
“มะ ไม่ใช่ขอรับ ต้องใช่แน่ๆ…….”
“ผู้หญิงคนนั้นคือนางร้ายผู้ชั่วช้านะขอรับ นางอาจจะใช้วิธีพิเศษบางอย่าง―”
ริเคนส์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“หุบปากข้อแก้ตัวไร้สาระพวกนั้นซะ”
“ทะ ทำไมท่านหัวหน้าอัศวินถึงเข้าข้างผู้หญิงชั่วช้าคนนั้นกันล่ะครับ”
อัศวินคนหนึ่งที่กรอกตาไปมาไปซ้ายทีขวาทีเอ่ยท้วงขึ้นมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“ยังไงนางก็เป็นผู้หญิงที่คอยรังแกเลดี้ซิโมเน่อยู่แล้ว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ขังคุกไว้เพื่อความปลอดภัยของทุกคนจะดีกว่านะครับ……”
โรดี้ถึงกับพูดไม่ออก
‘คิดว่าถ้าเป็นคนที่ตัวเองตัดสินว่าชั่วร้ายแล้ว จะลงทัณฑ์ตามใจชอบยังไงก็ได้งั้นเหรอ’
เป็นกระบวนการทางความคิดที่ตื้นเขินและไร้เดียงสาเสียจริง
และในจังหวะที่เธอกำลังจะอ้าปากเอ่ยประชดประชันออกไปนั่นเอง
“…….”
บรรยากาศรอบข้างก็พลันเย็นยะเยือกราวกับอุณหภูมิลดฮวบลงไปถึงสามองศา
‘ริเคนส์ อย่าบอกนะว่า……’
โรดี้ลูบแขนที่ขนลุกซู่พลางประเมินสถานการณ์ตรงหน้า
‘โมโหเข้าให้แล้วจริงๆ สินะ!’
กำลังโหลดความเห็น...