“เฮ้อ……”
เมื่อกลับมาถึงบ้าน โรดี้ก็วางกล่องอัญมณีสีเขียวอมฟ้าลงบนโต๊ะด้วยท่าทางเหนื่อยล้า
‘เพราะไอ้ของชิ้นนี้ชิ้นเดียว ต้องมาเจอเรื่องวุ่นวายอะไรขนาดนี้เนี่ย’
ซิโมเน่นี่ตื๊อเก่งชะมัด
‘การพยายามหาทางเอากล่องอัญมณีไปคืนยูบาร์ให้ได้ก็สมกับเป็นเธอที่เป็นเด็กดีอยู่หรอก’
แต่ในขณะเดียวกัน ด้านที่ ‘แสนดี’ นั่นแหละที่เป็นเหตุผลให้เธอไม่ชอบตัวละครที่ชื่อซิโมเน่
‘เอาจริง ๆ ฉันไม่ได้เกลียดคนดีหรอกนะ’
ทว่าความ ‘แสนดี’ ของซิโมเน่นั้นช่างคล้ายกับความพยายามที่ยุนซอในอดีตเคยทำในฐานะลูกสาวที่ ‘แสนดี’ เหลือเกิน
การให้ความสำคัญกับคนอื่นมากกว่าตัวเอง
การกดข่มความปรารถนาของตนไว้เพื่อความหวังของคนอื่น
ซิโมเน่ช่างเหมือนกับภาพสะท้อนในกระจกที่ถอดแบบมาจากเธอไม่มีผิด
‘นี่ฉันกำลังรังเกียจตัวเองอยู่หรือไงกันนะ……’
โรดี้แค่นหัวเราะออกมา
ไม่ว่าเหตุผลที่เธอไม่ชอบซิโมเน่จะมาจากการรังเกียจตัวเองหรือเพราะเหตุผลอื่นก็ไม่สำคัญทั้งนั้น
‘ยังไงซะ ตอนนี้ฉันก็คือนางร้ายนี่นา’
ไม่มีทางที่เธอจะได้สนิทสนมกับซิโมเน่อยู่แล้ว
‘ยิ่งกว่านั้น ท่าทีของริเคนส์ยังติดค้างอยู่ในใจฉันมากกว่า’
ท่าทีที่ราวกับรู้เรื่องเกี่ยวกับตัวเธอเป็นอย่างดี
‘ทั้งที่ค้นดูความทรงจำของโรดี้แล้ว ก็ไม่เห็นจะมีเรื่องอะไรที่ข้องเกี่ยวกับริเคนส์เป็นพิเศษเลยนี่นา’
ช่างเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดจริง ๆ
‘ต่อจากยูบาร์ ฉันตั้งใจจะขายบ้านให้ริเคนส์แท้ ๆ’
หากแผนการต้องมาสะดุดเพราะการเปลี่ยนแปลงกะทันหันแบบนี้คงลำบากแน่
‘คงไม่เป็นไร…… หรอกมั้ง?’
หลังจากพลิกค้นความทรงจำก่อนมาสิงร่างที่ลอยวนเวียนอยู่ในหัวเพื่อตรวจสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอก็ถอนหายใจยาวออกมา
‘อีกเดี๋ยว ยูบาร์ก็จะมาถึงหมู่บ้านนี้แล้ว ตอนนี้โฟกัสที่หมอนั่นก่อนดีกว่า’
โรดี้เดินไปที่โต๊ะแล้วคว่ำกล่องอัญมณีสีเขียวอมฟ้าลง
ด้านล่างเผยให้เห็นรอยต่อจางๆ รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หากไม่สังเกตดูอย่างละเอียดถี่ถ้วนก็คงไม่มีทางมองเห็นโครงสร้างนี้ได้เลย
เธอสอดปลายเล็บเข้าไปในซอกรอยต่อนั้น
‘ถ้าเป็นไปตามในเกม แผ่นข้างใต้นี่จะต้องหลุดออก……’
กริ๊ก―
แผ่นด้านล่างรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าหลุดออกมา และเผยให้เห็นช่องว่างเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่
‘โครงสร้างเหมาะกับการซ่อนอัญมณีสุดๆ ไปเลยแฮะ’
แม้ไม่รู้ว่าช่างฝีมือผู้สร้างกล่องอัญมณีใบนี้ขึ้นมาคือใคร ทว่ามั่นใจได้อย่างหนึ่งว่าต้องเป็นคนที่ชอบความลับเอามากๆ แน่
โรดี้จ้องมองช่องว่างเล็กๆ ใต้กล่องอัญมณี
ด้านในนั้นมีกระดาษโน้ตสีซีดจางแผ่นหนึ่งสอดอยู่
‘เจอแล้ว’
แม้กล่องอัญมณีจะเป็นของสำคัญ แต่กระดาษโน้ตแผ่นนี้สำคัญกว่านั้นเป็นร้อยเท่า
‘ในเกมเอง กุญแจสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการพิชิตยูบาร์ก็คือกระดาษโน้ตแผ่นนี้นี่แหละ’
จำแทบไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่าต้องย้อนโหลดไฟล์เซฟไปกี่รอบเพียงเพราะหากระดาษโน้ตแผ่นนี้แผ่นเดียวไม่เจอ
‘ถึงจะไม่ได้อยากจีบยูบาร์เป็นพิเศษก็เถอะ……’
ในตอนนี้เธอไม่ได้มีความคิดจะแย่งชิงพวกพระเอกจากซิโมเน่เลยสักนิด
‘เพราะไอ้สิ่งที่เรียกว่าความรักน่ะมันน่ารำคาญ’
อีกอย่าง เธอรู้ซึ้งเป็นอย่างดีว่าเวลาพวกพระเอกตกหลุมรักขึ้นมาจะตามตื๊อและยึดติดกันขนาดไหน
‘ฉันแค่ต้องการรวยแล้วใช้ชีวิตอย่างสุขสบายก็เท่านั้นแหละ’
และนี่ก็เป็นสิ่งของจำเป็นยิ่งยวดในการขายบ้านให้ออกเดี๋ยวนี้
โรดี้ค่อยๆ คลี่กระดาษโน้ตออกอย่างระมัดระวัง
สวบสาบ―
บนกระดาษโน้ตมีข้อความสั้นๆ เขียนเอาไว้
หลังจากอ่านประโยคนั้นอย่างช้าๆ โรดี้ก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
‘ขอแค่มีเจ้านี่ ความเป็นปรปักษ์ที่ยูบาร์มีต่อฉันก็คงจะเบาบางลงบ้างล่ะนะ’
และตัวเธอก็จะขายบ้านหลังนั้นให้เขา
“หึๆๆ……”
เจ้าของตึกคือพระเจ้า และฉันจะต้องเป็นพระเจ้าให้ได้อย่างแน่นอน!
โรดี้แย้มยิ้มอย่างชั่วร้ายจนติดเป็นนิสัยพลางเก็บรักษากล่องอัญมณีไว้อย่างทะนุถนอม
หลายวันต่อมา รถม้าอันหรูหราคันหนึ่งก็มาหยุดลงที่หมู่บ้านราโกร
บนรถม้าสีงาช้างมีลวดลายสลักรูปพระจันทร์เสี้ยวบางๆ ประดับอยู่
ชายวัยกลางคนรูปงามก้าวลงมาจากรถม้าคันนั้นแล้วเอ่ยขึ้น
“พ่อคนนี้คุยกับแกไม่รู้เรื่องจริงๆ ให้ตายสิ ทำไมถึงได้ขี้บ่นขนาดนี้นะ”
ชายหนุ่มที่ก้าวตามหลังชายคนนั้นลงมาตอกกลับทันควันโดยไม่ยอมแพ้
“ผมขอคืนคำพูดนั้นให้เลยครับ ท่านพ่อ ท่านเองต่างหากที่คุยไม่รู้เรื่องเลยสักนิด”
ชายสองคนที่ดูเหมือนพ่อลูกคู่นี้ต่างก็เป็นหนุ่มหล่อรูปร่างสูงโปร่ง สายตาของผู้คนจึงอดไม่ได้ที่จะจับจ้องไปที่พวกเขา
ทว่าทั้งสองกลับไม่ได้สนใจสายตาเหล่านั้นและยังคงโต้เถียงกันต่อไป
“ทำไมแกถึงได้รังเกียจที่จะมาที่นี่นักหนาหา?”
ชายหนุ่มถอนหายใจออกมายาวเหยียด
“ผมอุตส่าห์คัดสรรเฉพาะสถานที่พักผ่อนระดับพรีเมียมให้ท่านพ่อแล้วแท้ๆ แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะปฏิเสธทั้งหมดแล้วดั้นด้นมาถึงชนบทแบบนี้……”
“ก็ไม่มีที่ไหนเข้าตาพ่อคนนี้เลยสักแห่ง จะให้ทำยังไงได้เล่า”
“หากมีสิ่งที่ต้องการ ท่านพ่อก็บอกมาสิครับ ผมจะได้เตรียมการให้ตรงตามใจท่านทุกอย่าง”
“สิ่งที่ต้องการงั้นเรอะ……”
ชายวัยกลางคนมีสีหน้าซับซ้อน
“บางที แกคงทำให้ตรงใจไม่ได้หรอก”
ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น
“ท่านพ่อไม่ยอมพูดให้ชัดเจน แล้วก็เอาแต่พูดจาแบบนี้ไงครับ ผมถึงได้อึดอัดใจอยู่นี่”
“ก็นะ คนไร้ความรู้สึกอย่างแก มีหวังไม่เข้าใจอยู่แล้วนี่นา”
“ผมขอคืนคำพูดนั้นให้เลยครับ ผมคงไม่เย็นชาเท่าท่านพ่อหรอกนะครับ”
“ชิ เจ้าเด็กที่ไม่ยอมลดราวาศอกให้แม้แต่คำเดียว”
นอยเอนผู้เป็นบิดากวาดสายตามองไปรอบๆ ภาพทิวทัศน์อันเงียบสงบของหมู่บ้านสะท้อนเข้าสู่สายตา
“ว่าแต่ ทำไมแกถึงได้ตัวสั่นงันงกกับการมาที่นี่นักล่ะ”
“ผมจำไม่ได้ว่าเคยตัวสั่นนะครับ แค่รู้ว่าใครอยู่ที่ดินแดนแถบนี้ก็เลยไม่อยากมาเฉยๆ ครับ”
“ใครอยู่รึ”
ชายหนุ่ม ยูบาร์ ขมวดคิ้วแล้วโพล่งออกมา
“มีนางร้ายผู้ชั่วช้าอยู่น่ะสิครับ”
“นางร้ายเรอะ”
นอยเอนพ่นลมหายใจเยาะเย้ย
“พูดจาไร้สาระไม่สมเป็นแกเลยนะ”
ยูบาร์ส่ายหน้า
“ท่านพ่อคงไม่รู้หรอกครับ ว่าผู้หญิงคนนั้นร้ายกาจขนาดไหน……”
นอยเอนเอ่ยเหน็บแนม
“ทำไม ไปสารภาพรักแล้วโดนหักอกมาหรือไง”
ยูบาร์ขนลุกซู่พลางทำหน้าจริงจังทันที
“อย่าพูดเรื่องสยองขวัญแบบนั้นสิครับ ผมไม่มีความรู้สึกเชิงชู้สาวกับผู้หญิงคนนั้นแม้แต่เศษเสี้ยวเล็บหรอกครับ”
เขาเสริมด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เป็นผู้หญิงที่เลวร้ายที่สุดจริงๆ ครับ ทำให้ทุกคนที่อยู่รอบตัวเธอต้องตกอยู่ในความทุกข์ระทมไปหมด”
“เพ้อเจ้อไร้สาระจริง ในโลกนี้ไม่มีนางร้ายอะไรนั่นหรอก”
“เรื่องจริงนะครับ ท่านพ่อเองก็น่าจะเคยได้ยินข่าวลือในเมืองหลวงมาบ้างนี่ครับ บุตรสาวคนที่สองของตระกูลดยุคเอวองต์―”
“พ่อไม่เหมือนแก ไม่เคยเอาหูไปฟังคำพูดของพวกคนโง่เขลาหรอกถึงได้ไม่รู้ อีกอย่างก็อย่างที่บอกไปเมื่อกี้ ในโลกนี้ไม่มี ‘นางร้าย’ หรอก”
“ทำไมถึงได้ปฏิเสธคำว่านางร้ายขนาดนั้นล่ะครับ ผมไม่เคยเห็นใครชั่วร้ายเท่าผู้หญิงคนนั้นมาก่อนเลยนะ”
ทันใดนั้น นอยเอนก็จ้องมองลูกชายด้วยแววตาจริงจัง
“ยูบาร์ ในโลกนี้ไม่มีความชั่วหรือความดีที่แท้จริงหรอกนะ”
“…….”
“ความดีและความชั่วของมนุษย์ล้วนเป็นสิ่งสัมพัทธ์ ตัวตนที่เลวร้ายที่สุดสำหรับใครบางคน อาจกลายเป็นตัวตนที่ดีที่สุดสำหรับคนอื่นก็เป็นได้”
ยูบาร์แย้งขึ้นมาทันที
“เป็นแค่การพูดแถเท่านั้นครับ เพราะในโลกนี้มีคนชั่วร้ายอยู่จริง ๆ นี่ครับ”
“อาจจะเป็นอย่างนั้น แต่พ่อกลับสงสัยว่าผู้หญิงที่แกพูดถึงจะเป็นคนชั่วร้ายอย่างแท้จริงหรือเปล่า”
ยูบาร์ส่ายหน้าไปมาคล้ายบอกว่าพูดไปก็ไม่เข้าใจ
“ให้ตายสิ ท่านพ่อเนี่ย…….”
“บางครั้งผู้คนก็มักจะตัดสินผู้อื่นอย่างตื้นเขินและโง่เขลาเหลือเกินนะ”
นอยเอนทอดสายตามองไปไกลราวกับจมดิ่งลงสู่ห้วงความคิดลึกซึ้ง
“เพียงเพราะเขาไม่ทำตัวให้ถูกใจตัวเอง โดยไม่เคยสนใจเลยว่าภายในใจของคนคนนั้นกำลังแบกรับอะไรอยู่”
“……ทุกคนในแวดวงสังคมต่างก็เห็นพ้องต้องกันทั้งนั้นครับ”
“เพราะที่ที่ตัดสินผู้หญิงคนนั้นคือแวดวงสังคม พ่อถึงได้ยิ่งพูดแบบนี้ยังไงล่ะ ที่นั่นมีแนวโน้มแบบนั้นรุนแรงเป็นพิเศษเลยเชียว”
“…….”
“เวลาจะมองใคร อย่าถูกคำพูดของคนรอบข้างชักจูง แต่จงใช้ตาของแกตัดสินอย่างเที่ยงตรง”
เขาหันกลับมามองลูกชาย
“ยูบาร์ แกเองก็ลองไตร่ตรองให้ลึกซึ้งดูอีกสักครั้งเถอะ”
สายตาของนอยเอนเปี่ยมไปด้วยความจริงจังอย่างยิ่ง
“ตัวแกเองก็ตัดสินว่าเธอเป็น ‘นางร้าย’ เพียงเพราะเธอไม่ได้ทำตัวตามใจแกเหมือนกันไม่ใช่หรือไง”
“…….”
เมื่อนึกคำโต้แย้งที่เหมาะสมไม่ออก ยูบาร์จึงได้แต่นิ่งเงียบ
ซ่า……
ในขณะเดียวกัน โรดี้นางร้ายผู้ชั่วช้ากำลังรดน้ำต้นไม้ในสวนอยู่
‘โตไว ๆ นะ’
เธอปรารถนาให้ดอกไม้ในสวนคงความงดงามและเบ่งบานสดใสเช่นนี้ต่อไป
‘ถ้าเป็นแบบนั้นละก็’
นอยเอนก็ไม่มีทางเดินผ่านที่นี่ไปเฉย ๆ แน่
หลังจากรดน้ำเสร็จ โรดี้ก็เดินเข้าบ้านไปตรวจดูการแต่งกายของตัวเอง
‘เรียบร้อยดีนี่’
ตอนนี้เธอต่างจากเมื่อก่อน เพราะได้ล้างเครื่องสำอางหนาเตอะออกจนหมดแล้วสวมเสื้อผ้าที่ดูเรียบร้อย
เหตุผลนั้นแสนเรียบง่าย จะขายบ้านทั้งที หากเจ้าของบ้านดันแต่งตัวพิลึกพิลั่นก็คงดูไม่น่าไว้ใจเอาเสียเลย
พื้นฐานของการค้าขายย่อมเป็นความน่าเชื่อถือมิใช่หรือ
‘ใกล้ได้เวลาแล้วสินะ……’
โรดี้ยกเก้าอี้ไม้ตัวเล็กออกไปยังสวน
จากนั้นก็หยิบหนังสือนวนิยายปกสีเขียวที่ซื้อมาจากร้านหนังสือในหมู่บ้านขึ้นมาอ่าน
“…….”
หลังจากนั่งอ่านหนังสืออยู่ในสวนไปได้ราวหนึ่งชั่วโมงเห็นจะได้
เสียงฝีเท้าและเสียงพึมพำปนถอนหายใจก็ดังแว่วมาจากอีกฟากของกำแพงเตี้ยๆ
“ไอ้ลูกไม่เอาถ่าน วันๆ คิดว่าตัวเองโตเป็นผู้ใหญ่แล้วคนเดียวอยู่เรื่อย……”
พัดเอื่อยๆ
กลิ่นหอมของมวลดอกไม้ที่บานสะพรั่งเต็มสวนลอยฟุ้งข้ามกำแพงไปตามสายลมอ่อนโยน
‘กลิ่นนี้นี่มัน……?’
นอยเอนที่กำลังเดินผ่านบ้านอิฐสีแดงหยุดฝีเท้าลงโดยไม่รู้ตัว
‘ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เห็นเลยแท้ๆ’
เมื่อเดินเข้าไปใกล้กำแพง เขาก็แลเห็นดอกไม้ที่เบ่งบานสดใสพร้อมหยาดน้ำที่เกาะพราว
“อา ดอกไม้นี่จริงๆ ด้วย……”
“ไลเซนทัสค่ะ”
หญิงสาวที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ในสวนเดินเข้ามาใกล้ เธอเป็นสาวงามผู้มีเรือนผมสีม่วงและดวงตาคมเฉียบเย็นชา
เธอยิ้มละไมพลางเอ่ยถาม
“สนใจดอกไม้นี้เหรอคะ”
ขณะเดียวกันโรดี้ก็จับจ้องหน้าต่างระบบของนอยเอนตาไม่กะพริบ
[ชื่อ: นอยเอน
อายุ: 49 ปี
จุดอ่อน: ความรู้สึกผิดต่อภรรยาที่ล่วงลับ ?? ??]
กำลังโหลดความเห็น...