“[นิยาย] สายใยรักของน้องชายข้างบ้าน” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
เช้าวันต่อมา อูฮียันกายที่เมื่อยล้าลุกขึ้นมา อาจเพราะพลิกตัวไปมาทั้งคืนจึงทำให้ปวดเมื่อยไปทั้งตัว เมื่อเช็กโทรศัพท์มือถือข้างหัวเตียง หน้าจอก็เต็มไปด้วยชื่อของยอนจุน
หลับสบายไหม
ฉันน่าจะต้องลงไปต่างจังหวัดอีกสักพักน่ะ
ตัดสินใจได้แล้วติดต่อมานะ
จะรอนะ
ตามปกติแล้วการทักทายตอนเช้ามักเป็นหน้าที่ของอูฮีเสมอ พอเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นถึงเพิ่งจะได้ข้อความจากเขา ภาพของยอนจุนผู้มีทิฐิสูงกำลังกระวนกระวายใจลอยเด่นขึ้นมาในหัว
อูฮีตัดสินใจว่าจะเพลิดเพลินกับสถานการณ์นี้ต่ออีกสักนิด แม้จะส่งข้อความตอบกลับไปอย่างค่อนข้างเย็นชาว่า ‘เข้าใจแล้ว’ แต่เธอก็ไม่อาจซ่อนรอยยิ้มที่ผุดขึ้นตรงมุมปากได้
ช่วงนี้ที่โซเชียลของเขาเงียบไปคงเป็นเพราะงานยุ่งงั้นเหรอ งานเซลส์เนี่ยนะ แล้วเขาจะต้องตระเวนดื่มเหล้ามากขนาดไหนกัน แม้จะเป็นงานที่เข้ากับนิสัยชอบเข้าสังคมของเขา แต่พอคิดว่าเขาต้องออกไปร่วมวงสังสรรค์รับรองลูกค้าสารพัดแล้ว จิตใจของเธอก็สับสนวุ่นวาย
‘ตั้งแต่คบกับเธอ ฉันไม่เคยไปนอนกับผู้หญิงคนอื่นเลยนะ เรื่องจริงนะ’
จะเชื่อคำพูดนั้นได้ไหมนะ หากเกิดเรื่องทำนองนี้ขึ้นอีกในอนาคต ถึงตอนนั้นเธอจะยังเชื่อใจเขาได้สนิทใจไหม ในจังหวะที่หัวสมองกำลังจะยุ่งเหยิง คำพูดอื่นที่เขาเปิดใจระบายออกมาเมื่อคืนก็ผุดขึ้นมา
‘ฉันเองก็ดิ้นรนแทบตายในแบบของฉันเหมือนกัน เพื่อที่จะได้แต่งงานกับเธอ เพื่อที่จะได้ซื้อบ้านด้วยกัน’
นั่นเป็นวินาทีแรกที่เธอได้ยืนยันว่าเขาเองก็คิดเรื่องความสัมพันธ์นี้อย่างจริงจังไม่แพ้กัน บทสนทนาเมื่อวานทำให้เธอเข้าใจความอึดอัดบางอย่างที่เขารู้สึกได้ ด้วยความที่เขาเป็นคนมีทิฐิสูง จึงอยากจะก้าวเข้าไปอยู่ในเกณฑ์ที่เรียกกันว่า ‘สมความเป็นชาย’ และสำหรับอูฮีที่แม้ไม่ได้บอกยอนจุน แต่ลึกๆ แล้วชอบผู้ชายที่สามารถพึ่งพาได้เป็นสเปก ความพยายามเช่นนั้นของยอนจุนจึงทำให้เธอรู้สึกยินดีอยู่ไม่น้อย
แต่งงานงั้นเหรอ...
อูฮีเริ่มวาดภาพอนาคตร่วมกับยอนจุนราวกับต้องมนตร์สะกด หากเราสองคนตั้งหน้าตั้งตาเก็บเงินกันอย่างขยันขันแข็ง ช่วงปลายวัยยี่สิบก็น่าจะพอหาซื้อบ้านหลังเล็กๆ ได้สักหลังไม่ใช่หรือ ไม่สิ จำเป็นต้องมีเรือนหอหลังใหม่ด้วยหรือเปล่านะ แค่ย้ายมาอยู่ด้วยกันตอนนี้เลย แล้วจัดงานแต่งเรียบๆ...
พอเริ่มจินตนาการเป็นรูปเป็นร่าง เธอก็รู้สึกคิดถึงเขาขึ้นมาอย่างประหลาด ปลายนิ้วของอูฮีที่กำลังเปิดแกลเลอรีเพื่อหาโฟลเดอร์ที่จัดหมวดหมู่ตามปีไว้พลันชะงักนิ่งไป
อ้าว?
เธอนึกว่าตนเองตาฝาดจึงลองตรวจดูอีกครั้ง ทว่าโฟลเดอร์กลับว่างเปล่า ไม่ว่าจะลองค้นหาในโฟลเดอร์อื่นอย่างไร รูปที่ถ่ายกับเขาก็ไม่มีหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่รูปเดียว มีใครแฮกโทรศัพท์มือถือของเธอหรือเปล่า เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อจริงๆ
หรือว่าเธอจะเผลอละเมอบล็อกเบอร์แล้วลบรูปในอัลบั้มทิ้งไปทั้งหมดกันแน่ เพราะความโมโหในวันที่เมาหรือเปล่า คิดว่าจะไม่เจอกันอีกเป็นครั้งที่สองจนถึงขั้นทำขนาดนี้เลยเหรอ ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะตอนที่ได้ยินเขาพูดเรื่องอาการระแวงคนรัก เธอก็คิดว่ามันจบลงแล้วจริงๆ เพียงแต่เธอไม่คิดว่าจิตใต้สำนึกของตัวเองจะเด็ดเดี่ยวถึงขั้นตัดขาดเขาได้ขนาดนี้จนอดหัวเราะแห้งๆ ออกมาไม่ได้
เธอรีบเข้าไดรฟ์ที่สำรองข้อมูลไว้ทันที โชคดีที่ความทรงจำระหว่างเธอกับยอนจุนยังคงถูกบันทึกไว้อย่างครบถ้วนในนั้น อูฮีถึงได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอกพลางลูบอกตัวเอง แม้จะเป็นเพียงชั่วครู่ แต่พอคิดว่าบันทึกความทรงจำตลอดสามปีที่คบกันได้หายไป เธอก็รู้สึกมืดแปดด้านขึ้นมาทันที
เธอค่อยๆ ไล่ดูรูปภาพที่สำรองไว้ในไดรฟ์ทีละรูป ชายหนุ่มในรูปกำลังยิ้มทะเล้นเหมือนอย่างเคย
อูฮีย้อนนึกถึงบรรยากาศ อุณหภูมิ และความรู้สึกที่เคยชอบเขาอย่างบ้าคลั่งในวันนั้นอย่างช้าๆ ราวกับกำลังแกะช็อกโกแลตแสนหวานกิน หลังจากจมดิ่งอยู่ในความทรงจำอยู่นาน เธอก็ได้ยินเสียงจุดเตาแก๊สดังแชะๆ แว่วมาจากนอกห้องนอน
อ่า กำลังทำอาหารเช้าอยู่สินะ เป็นพี่แท้ๆ แต่กลับเอาแต่รอให้อีกฝ่ายที่บาดเจ็บทำกับข้าวให้กินอยู่เรื่อยเลย
ด้วยความรู้สึกผิด อูฮีจึงรีบลุกขึ้นจากเตียง
“เดี๋ยวพี่ช่วยนะ!”
เพราะกลัวว่าเรื่องเมื่อวานจะทำให้บรรยากาศกระอักกระอ่วนหรือเปล่านะ เธอจึงจงใจตะโกนด้วยน้ำเสียงที่สดใสกว่าเดิมพลางเปิดประตูห้องนอนออกกว้าง ทว่าความกระตือรือร้นนั้นกลับหยุดชะงักอยู่แค่ตรงธรณีประตู ฮวีแทที่ผมยังเปียกชื้นราวกับเพิ่งอาบน้ำเสร็จกำลังเปลือยท่อนบน สวมเพียงกางเกงวอร์มหลวมๆ และกำลังม้วนไข่อยู่
“ตื่นเช้าจังครับ”
อูฮีเผลอกวาดสายตามองแผงอกกว้างและไหล่ ตลอดจนกล้ามเนื้ออันแน่นตึงที่เกาะอยู่บนท่อนแขนโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะรีบเบือนสายตาหนีไปทางอื่นอย่างรวดเร็ว เลิกเล่นกีฬามาได้พักใหญ่แล้วไม่ใช่หรือ ทว่ารูปร่างของเขากลับดูไม่เปลี่ยนไปจากสมัยที่ยังแข่งขันอยู่เลยสักนิด
“ยังต้องใช้เวลาอีกหน่อยครับ ไปนอนต่อเถอะ”
“เปล่าหรอก พี่ออกมาช่วยน่ะ เดี๋ยวพี่ทำเอง นายไปใส่เสื้อผ้าเถอะ”
“มันร้อนน่ะครับ อ่า พี่อึดอัดเหรอครับ”
คำถามตรงไปตรงมาของเขาทำให้ใบหน้าของเธอเห่อร้อนขึ้นมาเล็กน้อย
“เอ๊ะ เปล่าสักหน่อย... พี่ไม่ได้เป็นไรหรอก แต่น้ำมันกระเด็นใส่แล้วมันจะร้อนนะ...”
“งั้นพี่ช่วยทำไข่ม้วนต่อให้หน่อยได้ไหมครับ ผมจะได้ไปทำสลัด เห็นผักกาดแก้วที่ซื้อมาคราวก่อนยังเหลืออยู่น่ะครับ”
“อ่า ได้สิ อันนั้นก็ต้องรีบกินแหละเนอะ”
อูฮียืนแทนที่เขาแล้วเริ่มม้วนไข่ ส่วนฮวีแทก็เตรียมวัตถุดิบทำสลัดอยู่ที่มุมหนึ่งของห้องครัวแคบๆ ไร้ซึ่งบทสนทนาใดๆ มีเพียงเสียงหั่นของมีคมกับเสียงไข่สุกเท่านั้นที่ดังอบอวลไปทั่วทั้งบริเวณ
ผ่านไปไม่นาน เงาร่างใหญ่โตก็ทอดลงมาทางด้านหลังของเธอ
ฮวีแทที่ขยับเข้ามาใกล้โดยไร้สุ้มเสียงได้เอื้อมแขนขึ้นไปยังตู้ลอยเหนือศีรษะของอูฮี เขาตั้งใจจะหยิบจานออกมา อาจเพราะจานอยู่ลึกพอสมควร ร่างกายของเขาจึงยิ่งโน้มไปข้างหน้า จนกระทั่งแผงอกแน่นตึงแนบชิดเข้ากับแผ่นหลังของอูฮีอย่างพอดิบพอดี
ความร้อนที่แผ่ซ่านเข้ามาอย่างกะทันหันกับกลิ่นสบู่เหลวอาบน้ำอันบางเบา การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อที่ถ่ายทอดผ่านร่างกายอันแนบชิดทำให้อูฮีถึงกับตัวแข็งทื่อ เธอพยายามจะเบี่ยงตัวหนีไปข้างหน้าอย่างแนบเนียน ทว่ากระทะร้อนๆ ตรงหน้ากลับขวางเอาไว้จนขยับเขยื้อนไม่ได้ กลายเป็นว่าเธอตกอยู่ในสภาพที่ถูกกักขังไว้ในอ้อมอกของเขาอย่างไร้ทางเลี่ยง
ในตอนที่ประสาทสัมผัสทั้งหมดจดจ่ออยู่กับร่างกายของเขาที่แนบชิดเข้ามา น้ำเสียงทุ้มต่ำก็ดังก้องขึ้นข้างใบหู
“ไหม้แล้วครับ”
อูฮีรีบพลิกไข่ม้วนอย่างลนลาน แต่ด้านหนึ่งกลับไหม้เกรียมเป็นสีดำไปเสียแล้ว เขาเพียงแต่มองไข่ม้วนที่ไหม้เกรียมทีหนึ่ง แล้วมองอูฮีทีหนึ่งโดยไม่พูดอะไรสักคำ สายตาอันไร้อารมณ์นั้นยิ่งทำให้เธอรู้สึกกระดากอายมากขึ้น อูฮีจึงหัวเราะเจื่อนๆ พลางตัดส่วนที่ไหม้ออกไป
ทั้งสองคนช่วยกันเตรียมมื้อเช้าจนเสร็จเรียบร้อยในที่สุด อูฮีที่นั่งลงประจำที่ก่อนลอบมองท่วงท่าการเดินของฮวีแทที่กำลังยกสลัดมาอย่างเงียบๆ
ดูดีขึ้นกว่าตอนที่มาวันแรกมากอย่างเห็นได้ชัด แม้จะยังเดินกะเผลกอยู่บ้าง แต่เขาก็เดินไปไหนมาไหนคนเดียวได้ค่อนข้างคล่องแคล่วแล้ว ในเมื่ออาการดีขึ้นแบบนี้ อีกไม่นานก็คงหายเป็นปกติ
‘คงต้องรอให้ฮวีแทออกไปก่อนแล้วค่อยติดต่อไปหายอนจุนสินะ’
หากกลับมาคบกันทั้งที่ยังเป็นแบบนี้ ทั้งยอนจุน ทั้งฮวีแท และแม้กระทั่งตัวเธอที่คั่นอยู่ตรงกลางก็คงจะอึดอัดกันไปหมด
ครั้นจะให้บอกความจริงแล้วขอยอนจุนให้ช่วยรอ หากลองสลับตำแหน่งกันแล้วยอนจุนมาอยู่ร่วมชายคากับน้องสาวคนรู้จักบ้าง เป็นใครก็คงสติแตกทันทีเหมือนกัน
ใช่แล้ว เอาไว้ให้ขาของฮวีแทหายดีและได้ที่อยู่แน่นอนก่อนค่อยคิดเรื่องนั้นแล้วกัน แล้วจะเอ่ยปากกับฮวีแทว่ายังไงดีล่ะ
การที่เขาออกจากบ้านใหญ่มาอยู่ข้างนอกไม่ใช่เพราะเรื่องขาแต่เป็นเพราะปัญหาทางจิตใจ ถ้าได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องทางด้านนั้นก็อาจจะได้กลับไปก็ได้
อูฮีแอบเหลือบมองท่าทางของฮวีแท ท่าทางที่ตักอาหารอย่างประณีตและเคี้ยวกลืนอย่างเงียบเชียบ ช่างเงียบสงบเหมือนกับนิสัยของเขา และเป็นการรับประทานอาหารที่ไร้ที่ติจนชวนให้รู้สึกเหมือนไม่ใช่เรื่องจริงอยู่บ้าง
อาจเป็นเพราะเกียรติยศของเหรียญทองที่คล้องอยู่บนคอของเขาหรือเปล่านะ ไม่สิ อาจเป็นเพราะหน้าตาอันหล่อเหลานั่นก็ได้ เขาดูเหมือนคุณชายน้อยผู้เงียบขรึมที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูมาอย่างดีจนไม่มีจุดด่างพร้อยแม้แต่น้อย ด้วยเหตุนี้เอง ยามที่เขาปิดปากเงียบจึงทำให้รู้สึกเข้าถึงได้ยากอยู่บ้างเหมือนกัน
อูฮีพยายามทำเป็นไม่ใส่ใจแล้วเอ่ยปากถามขึ้นมาลอยๆ เหมือนเป็นแค่เรื่องคุยผ่านๆ
“ฮวีแท ไปหาจิตแพทย์มารึยัง”
“ครับ ไปมาเมื่อวาน”
เขาก็ตอบกลับมาอย่างไม่ใส่ใจเท่าไรนักเช่นกัน
“หมอว่าไงบ้าง”
“ได้ยาแก้แพนิกมาครับ”
“อ่า... ว่าแล้วเชียว ทานยาอย่างต่อเนื่องนะ รู้ไหม”
“ครับ”
บทสนทนาสั้นๆ จบลง โชคดีที่ปัญหาทางด้านนี้ดูมีแนวโน้มว่าจะดีขึ้นมาก หากตัดอาการกำเริบในวันแรกออกไป จนถึงตอนนี้ก็ไม่มีอาการอื่นใดเป็นพิเศษ จึงคิดว่าคงจะไม่เป็นไรอย่างแน่นอน เป็นช่วงเวลานั้นเองที่อูฮีคิดว่าได้ปลดเปลื้องภาระในใจทั้งหมดออกไปแล้ว
“ไม่ต้องห่วงนะครับ เดี๋ยวผมจะย้ายออกให้เร็วๆ นี้”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบขณะที่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ชามข้าว
“มีแฟนแล้ว การมาอยู่ร่วมกับผู้ชายคนอื่นมันก็ไม่ถูกนี่ครับ”
หัวใจร่วงหล่นวูบราวกับถูกมองทะลุถึงก้นบึ้งของความคิด อูฮีพยายามเอ่ยปฏิเสธ
“ไม่ใช่แบบนั้นนะ พี่ไม่ได้ถามเพราะหมายความว่าอย่างนั้น...”
“ไม่เป็นไรครับพี่ คนรักต้องสำคัญที่สุดอยู่แล้ว”
“...”
เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับอูฮี แววตาคู่นั้นสงบนิ่งอย่างประหลาด อูฮีสะท้อนอยู่ในดวงตาที่ทุกอารมณ์ความรู้สึกล่วงจมดิ่งลงสู่ความมืดมิด ประหนึ่งแสงสว่างได้ดับหายไปใต้ผืนทรายอันหนาทึบ
“เป็นคนที่สำคัญที่สุดสำหรับพี่นี่ครับ ผู้ชายคนเมื่อวานน่ะ”
ในชั่วพริบตานั้น อาการปวดศีรษะจางๆ ก็แล่นริ้วพร้อมกับน้ำเสียงอันอ่อนเยาว์ที่ดังก้องขึ้นมาในหัว
‘อย่างนี้นี่เอง ชอบพี่คนนั้นสินะครับ’
‘งั้นตอนนี้คนคนนั้นก็คงกลายเป็นคนที่สำคัญที่สุดของพี่แล้วสิ’
ไม่รู้ทำไมอูฮีถึงพูดอะไรไม่ออกเลยแม้แต่คำเดียว
“ยอนจุน ใช่ไหมครับ พี่เรียกแบบนั้นนี่ ยอนจุน อย่างนี้น่ะ”
อย่างนั้นหรือ เมื่อวานนี้เธอพยายามเว้นระยะห่างด้วยการทำเป็นเย็นชาใส่ ไม่น่าจะเรียกอย่างสนิทสนมขนาดนั้นนี่นา ความทรงจำเริ่มพร่าเลือน พออูฮีพยักหน้า เขาก็ก้มมองกลับลงไปที่ชามข้าวอีกครั้ง
“น่าสนุกดีนะครับ ได้มาเจอแฟนของพี่ที่นี่ด้วย”
“...งั้นเหรอ”
รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากของเขา
“ครับ สนุกดี”
หลังจากพูดจบ เขาก็ใช้ตะเกียบในมือทิ่มลงไปบนข้าวสวยด้วยท่าทางไม่ใส่ใจ ปัก จึ้กๆ เหมือนเด็กน้อยที่กำลังเล่นทรายอยู่ไม่มีผิด
ความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดและการกระทำของเขา อูฮีไม่อาจคาดเดาได้เลยแม้แต่น้อย มีเพียงความอึดอัดที่ไม่อาจระบุที่มาอันเกิดจากความไม่เข้าใจนั้น ที่ทำให้เธอรู้สึกเย็นวาบไปตามสันหลัง
กำลังโหลดความเห็น...