“[นิยาย] สายใยรักของน้องชายข้างบ้าน” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
เมื่อฮวีแทก้าวเข้าสู่เส้นทางนักกีฬา โลกของทั้งสองก็ค่อยๆ ห่างออกจากกัน
ในช่วงที่ฮวีแทเข้าเรียนชั้นประถมและเริ่มการฝึกซ้อมอย่างจริงจัง อูฮีก็เลิกว่ายน้ำไปตามธรรมชาติ เมื่อโลกของฮวีแทเปลี่ยนจากการเล่นน้ำกับอูฮีมาเป็นลู่ประลองอันดุเดือด กิจวัตรประจำวันของอูฮีกลับถูกเติมเต็มด้วยสถาบันกวดวิชาภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์
ทั้งสองไม่สามารถใช้เวลาร่วมกันได้เหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป ทำได้เพียงทักทายกันสั้นๆ ยามเดินสวนกันตรงโถงทางเดินอะพาร์ตเมนต์เท่านั้น
เย็นวันหนึ่งตอนที่อูฮีสะพายกระเป๋าเรียนพิเศษก้าวพ้นประตูทางเข้าอะพาร์ตเมนต์ เงาร่างอันคุ้นตาก็นั่งอยู่ตรงบันไดหน้าอะพาร์ตเมนต์ การมานั่งใช้เวลาแบบนี้ก่อนไปว่ายน้ำคือกิจวัตรของฮวีแท
ทันทีที่สบตากับฮวีแท เหล่าเพื่อนๆ ที่ยืนรออูฮีอยู่หน้าอะพาร์ตเมนต์ก็กวักมือเรียกเธอ
“เฮ้ย มินอูฮี เร็วเข้า สายแล้วนะ”
เสียงเร่งเร้านั้นทำให้อูฮีสาวเท้าเร็วขึ้น
“พี่ครับ”
ฮวีแทรีบเอ่ยเรียกเธอ อูฮีไม่ได้หยุดฝีเท้าที่มุ่งไปข้างหน้า เพียงแค่เอี้ยวคอกลับมามองเขา
“อ้าว ฮวีแท พี่กำลังจะไปเรียนสายแล้วน่ะ! เราก็ตั้งใจซ้อมนะ”
หลังจากส่งยิ้มสดใสให้ทีหนึ่ง อูฮีก็วิ่งตรงไปหาเพื่อนๆ ทันทีที่พูดจบ ฮวีแทได้แต่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นและเฝ้ามองแผ่นหลังของอูฮีที่กลืนหายไปกับเสียงหัวเราะของเพื่อนๆ อยู่นานสองนาน
สำหรับอูฮีแล้ว ฮวีแทไม่ใช่คนที่เธอต้องคอยดูแลอีกต่อไป ฮวีแทพบพื้นที่ของตัวเองผ่านการว่ายน้ำ และตอนนี้ก็ดูเหมือนจะทำทุกอย่างคนเดียวได้อย่างเข้มแข็ง ความใส่ใจที่เริ่มต้นจากความสงสารค่อยๆ เจือจางลงไปพร้อมกับความสำเร็จของเขา และพื้นที่ว่างตรงนั้นก็ถูกเติมเต็มจนแน่นขนัดไปด้วยการพูดคุยกับเพื่อนๆ และการบ้านจากสถาบันกวดวิชา
จนกระทั่งคืนหนึ่ง อูฮีก็ได้รับโทรศัพท์จากแม่ของฮวีแท
- หนูอูฮีจ๊ะ น้าขอโทษนะ... สุดสัปดาห์นี้พอจะสละเวลาหน่อยได้ไหมลูก พอดีฮวีแทของเราจะลงแข่งครั้งแรก น้าเลยอยากให้หนูอูฮีมาช่วยเชียร์หน่อยน่ะจ้ะ
“การแข่งขันเหรอคะ”
- จ้ะ เหมือนฮวีแทเขา... พอไม่มีหนูแล้วคงรู้สึกว่าการว่ายน้ำไม่สนุก เอาแต่งอแงบอกว่าอยากเลิกอยู่เรื่อยเลย...
ฮวีแทเนี่ยนะ นึกว่ากำลังว่ายน้ำอย่างสนุกสนานเสียอีก... เป็นข่าวที่ไม่คาดคิดเลยจริงๆ
- หนูอูฮีช่วยมาพูดให้กำลังใจเขาสักคำไม่ได้เหรอลูก เดี๋ยวน้าเลี้ยงของอร่อยๆ นะ จ๊ะ?
แม้จะยังพะวงเรื่องการบ้านที่คั่งค้าง แต่น้ำเสียงที่ส่งผ่านปลายสายนั้นเปี่ยมไปด้วยความเว้าวอนจนอูฮีไม่อาจตัดใจปฏิเสธได้ลง
“ได้ค่ะ หนูจะไปนะคะ”
ในวันแข่งขัน สระว่ายน้ำที่อูฮีเดินทางไปถึงอบอวลไปด้วยไอความร้อน กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อฉุนกึก และเสียงตะโกนเชียร์ชื่อลูกหลานจากบรรดาผู้ปกครอง
การแข่งขันระดับประถมศึกษากำลังจะเริ่มต้นขึ้น ท่ามกลางเหล่านักกีฬาที่ยืนอยู่บนจุดสตาร์ต เธอเห็นฮวีแทที่กำลังกวาดสายตามองอัฒจันทร์อย่างร้อนรนใจเป็นพิเศษ เมื่อสายตาอันกระวนกระวายคู่นั้นมองเห็นเธอในที่สุด อูฮีก็โบกแขนสุดแรงเกิดท่ามกลางฝูงชน
ฮวีแทที่สังเกตเห็นอูฮีเบิกตากว้างขึ้นทันที ตกใจได้เพียงครู่เดียว พอสัญญาณปล่อยตัวดังขึ้น เขาก็พุ่งตัวลงสู่น้ำ
ทว่ามีบางอย่างผิดปกติ ปฏิกิริยาตอนออกสตาร์ตช้าไปเล็กน้อย แขนขาที่แหวกสายน้ำก็ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง การเคลื่อนไหวดูเหมือนแค่กำลังเล่นน้ำชิลๆ มากกว่าจะมาแข่งขัน เกิดประหม่าขึ้นมางั้นเหรอ อูฮีส่ายหน้าไปมาพลางตะโกนเรียกชื่อเขาจนสุดเสียง
การแข่งขันดำเนินมาถึงช่วงท้าย ฮวีแทรั้งอยู่ท้ายแถวอย่างต่อเนื่อง และในจังหวะนั้นเอง แขนขาที่เคยแหวกผิวน้ำอย่างไม่เต็มใจมาจนถึงการกลับตัวรอบสุดท้ายก็พลันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ร่างเล็กๆ ปลดปล่อยแรงขับเคลื่อนอันมหาศาลดั่งเครื่องยนต์ใต้น้ำ แหวกว่ายสายน้ำไปข้างหน้าอย่างดุดัน นักกีฬาที่เคยนำอยู่ข้างหน้าถูกเขาแซงผ่านไปทีละคน และในวินาทีที่แตะขอบสระ ตัวเลขบนป้ายไฟก็หยุดลงที่เลข ‘3’ พอดี
“คราวนี้ก็ได้ที่ 3 อีกแล้วสินะ”
“นั่นสิ แต่ได้ที่ 3 ก็เป็นผลงานที่ดีแล้วละ”
บทสนทนาของคุณน้าทั้งสองคนทำให้อูฮีรู้ว่าการแข่งครั้งก่อนเขาก็ได้ที่ 3 เช่นกัน อูฮีมองดูฮวีแทที่กำลังเดินขึ้นมาจากน้ำด้วยความรู้สึกติดค้างในใจแปลกๆ มันไม่ได้ดูเหมือนการวางกลยุทธ์ออมแรงอย่างเชี่ยวชาญ แต่ดูเหมือนการสะกดกลั้นตัวเองอันพิลึกพิลั่นเพื่อไม่ให้ล้ำเส้นที่กำหนดไว้มากกว่า
ขณะที่พ่อและแม่เอาผ้าขนหนูผืนใหญ่มาคลุมร่างให้ฮวีแทหลังจบการแข่งขัน อูฮีก็ยืนมองเขาอยู่ห่างออกไปเล็กน้อย แม้ใบหน้าของผู้ใหญ่จะเปี่ยมล้นไปด้วยความภาคภูมิใจ ทว่าในสายตาของอูฮี ความเคลือบแคลงสงสัยกลับหนักอึ้งแซงหน้าคำยินดีไปแล้ว
ระหว่างทางกลับบ้านหลังการแข่งขัน อูฮีอาศัยจังหวะที่พ่อแม่ของฮวีแทกำลังทักทายกับผู้ปกครองคนอื่นลดเสียงลงแล้วเอ่ยถามฮวีแท
“นายแข่งแบบขอไปทีใช่ไหม”
ฮวีแทเงยหน้าขึ้น สบตาด้วยสีหน้าเรียบเฉยราวกับว่างเปล่า
“ผมไม่ชอบเป็นจุดสนใจ ถ้าได้ที่ 1 ก็ต้องสัมภาษณ์ แล้วก็ต้องถ่ายรูปด้วยนี่ครับ”
พอนึกถึงนิสัยขี้อายของเขาแล้วก็ฟังดูสมเหตุสมผลอยู่ ทว่าสายตาของอูฮีเลื่อนผ่านใบหน้าของเขาไปหยุดอยู่ที่ไหล่และแขนที่แม้จะยังเรียวเล็กแต่ก็ดูแข็งแกร่ง
“งั้นแปลว่า... นายทำได้ถึงที่ 1 จริงๆ งั้นเหรอ”
“ถ้าว่ายให้เร็วก็คงได้แหละครับ”
ฮวีแทพูดออกมาราวกับเป็นเรื่องของคนอื่น แววตาของเขาทอดมองผ่านความว่างเปล่าอย่างเชื่องช้า ราวกับกำลังนึกถึงเพื่อนนักกีฬาคนอื่นๆ ที่แหวกว่ายตามลู่มาด้วยกัน
“ทุกคนว่ายช้ากันหมดเลย อาจเป็นเพราะยังเด็กกันมั้งครับ”
วินาทีนั้นอูฮีเผลอหลุดหัวเราะออกมา บรรยากาศที่เคยตึงเครียดด้วยความกังวลพลันคลายลงอย่างหมดรูป คำพูดคำจาที่ดูเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวโดยไม่ดูอายุตัวเองช่างน่าขันสิ้นดี อูฮีขยี้ผมที่เปียกชื้นของเขาเบาๆ แล้วหยอกกลับไป
“แหม ขี้โม้หรือเปล่าเนี่ย แค่พูดใครก็พูดได้ทั้งนั้นแหละ”
เมื่อได้ยินคำนั้น แววล้อเล่นก็เหือดหายไปจากสีหน้าของฮวีแทในทันที นัยน์ตาสีดำสนิทจ้องมองอูฮีอย่างแน่วแน่
“ผมทำได้จริงๆ ครับ”
“งั้นคราวหน้าก็ลองเอาที่ 1 มาให้ดูสิ”
อูฮีเอ่ยเหมือนจะท้าทาย แต่ฮวีแทกลับย้อนถามกลับมา
“พี่อยากให้ผมได้ที่ 1 เหรอครับ”
“อื้ม พี่อยากให้นายพยายามเต็มที่แล้วได้ที่ 1 แบบนั้นมันถึงจะสนุกไง ทั้งตัวนายเอง แล้วก็คนที่ดูอยู่ด้วย”
“ไม่ใช่ครับ ผมหมายถึงพี่ ไม่ใช่คนที่ดูอยู่ แต่เป็นพี่”
เขาถามด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำลงอีกระดับ ชวนให้รู้สึกแปลกประหลาดราวกับเสียงจอแจรอบตัวเริ่มถอยห่างออกไป อูฮีพยักหน้ารับโดยไม่คิดอะไรมาก
“ใช่ พี่ก็อยากเห็นนายได้ที่ 1 เหมือนกัน”
วินาทีนั้น ฮวีแทก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ถ้าพี่มาดู ผมจะคว้าที่ 1 ให้ได้ สัญญาเลย”
ความเคลือบแคลงระคนไม่แน่ใจผสมปนเปกับความคาดหวังประหลาด อูฮีแสร้งทำเป็นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเกี่ยวนิ้วก้อยของตนเข้ากับนิ้วก้อยของเขา
“ได้สิ คราวหน้าพี่จะมาดูนะ”
นั่นคือพันธสัญญาที่เริ่มต้นขึ้นโดยที่เธอไม่ทันรู้ตัว สัญญาที่ว่าหากอูฮีมอบความสนใจให้ เขาจะทุ่มเททำอย่างสุดความสามารถ
และในวันที่มีการแข่งขันรอบถัดไป อูฮีก็กลับมานั่งบนอัฒจันทร์อีกครั้งเพื่อรักษาสัญญา เธอมองดูฮวีแทที่ยืนอยู่ตรงจุดปล่อยตัวด้วยความรู้สึกลังเลกึ่งเชื่อกึ่งไม่เชื่อ ฮวีแทกวาดตามองอัฒจันทร์เหมือนอย่างเคย และเมื่อพบอูฮี เขาก็ระบายยิ้มบางๆ ออกมา ในเมื่อสบตาประสานกันแล้ว ตอนนี้ก็ถึงตาที่เขาต้องพิสูจน์
ปัง―!
สัญญาณปล่อยตัวดังขึ้นไม่ต่างจากเสียงเตือน ร่างของฮวีแทพุ่งแหวกผิวน้ำลงไปดั่งฉมวก ไม่มีความลังเลแม้เพียงเศษเสี้ยวเหมือนการแข่งครั้งก่อนๆ ร่างกายของเขากลายเป็นคมมีดกรีดผ่านสายน้ำ และสร้างระยะห่างที่ขาดลอยจนดูเหมือนนักกีฬาคนอื่นกำลังตะเกียกตะกายอยู่ข้างๆ
เสียงฮือฮาดังเซ็งแซ่ไปทั่วสนามแข่ง บรรดาโค้ชต่างก้มมองนาฬิกาจับเวลาซ้ำอีกครั้งอย่างไม่อยากเชื่อสิ่งที่เห็น ส่วนพวกผู้ปกครองก็กระซิบกระซาบกันว่า “เด็กคนนั้นใครน่ะ” ทว่าดูเหมือนจะไม่มีเสียงใดส่งไปถึงฮวีแทเลย เขามุ่งหน้าไปข้างหน้าเพื่อแตะปลายเลนและสัมผัสทัชแพดเป็นคนแรก
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วพริบตา ไม่นานนักเสียงโห่ร้องก็ดังกึกก้องจนสนามแทบแตกเมื่อตัวเลขสถิติปรากฏบนป้ายไฟ ฮวีแทจึงยอมถอดแว่นว่ายน้ำออกในตอนนั้น แม้จะหอบหายใจอย่างหนักหน่วง แต่ดวงตาของเขากลับพุ่งตรงไปยังจุดจุดหนึ่งบนอัฒจันทร์โดยปราศจากความลังเลใจแม้แต่น้อย เมื่อสบตากับอูฮีในที่สุด เขาก็เผยยิ้มสดใสที่มอบให้แก่เธอเพียงคนเดียวเสมือนจะบอกว่าตนรักษาสัญญาแล้ว
ทันทีที่ได้รับรอยยิ้มนั้นมาเต็มๆ อูฮีก็สัมผัสได้ถึงความตื่นเต้นซาบซ่านที่แล่นพล่านไปทั่วทั้งร่าง เป็นความปีติยินดีอันร้อนรุ่มแทบจะแผดเผาหัวใจ เด็กชายผู้น่าสงสารจนทำให้น้ำตาซึมคนเดิมไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว หากแต่ตรงนั้นกลับมีพรสวรรค์อันน่าอัศจรรย์และท่วมท้นซึ่งใกล้เคียงกับอารมณ์ชั่ววูบของพระเจ้ามากกว่าความสามารถของมนุษย์ยืนอยู่แทน
หัวใจเต้นกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง อูฮีสงสัยขึ้นมาอย่างจับใจว่า พรสวรรค์นี้จะแผ่ขยายไปได้ไกลถึงเพียงไหน จุดสิ้นสุดของพลังที่ถูกปลดผนึกด้วยคำพูดเพียงคำเดียวของเธอจะไปหยุดลงตรงที่ใด
จู่ๆ เธอก็คิดขึ้นมาว่าไม่อยากเห็นพรสวรรค์นี้แตกสลายหรือหักโค่นลงเลย อยากจะเฝ้ามองจนถึงที่สุดเพื่อดูประกายแสงอันบริสุทธิ์นั้นเบ่งบานอย่างสมบูรณ์ และการจะทำเช่นนั้นได้ จำเป็นต้องมีเธออยู่ ตัวเธอซึ่งเป็นแรงผลักดันและผู้ชมเพียงหนึ่งเดียวของเขา
นับจากนั้นเป็นต้นมา หากเป็นวันที่มีการแข่งขันของฮวีแท อูฮีก็จะไปเฝ้าอยู่บนอัฒจันทร์อย่างไม่เคยขาด และในวันที่อูฮีไปนั่งดู ฮวีแทก็จะคว้าที่ 1 มาครองได้เสมอเพื่อเป็นรางวัลตอบแทนที่รักษาสัญญา
สัญญาของคนสองคนที่ไม่เคยผิดคำพูดเลยสักครั้งกลับเริ่มเกิดรอยร้าวขึ้น เมื่อโลกของอูฮีเริ่มขยายกว้างออกไปจนถึงจุดที่ไม่มีฮวีแทอยู่ด้วย
นับตั้งแต่ตอนที่อูฮีขึ้นชั้นมัธยมต้นและเริ่มมีผู้ชายที่ชอบ
กำลังโหลดความเห็น...